วิธีเลือกเรือนหอสำหรับบ่าวสาวยุคใหม่

posted in: Wedding 101 | 0

นอกเหนือจากการเตรียมงานแต่งงานแล้ว อีกเรื่องนึงที่มักเป็นปัญหาโลกแตก หนักอกหนักใจคิดไม่ออกบอกไม่ถูกของเพื่อนๆหลายคนก็น่าจะเป็นเรื่องเรือนหอใช่มั้ยคะ จะย้ายเข้า หรือจะย้ายออกดี ถ้าย้ายออกแล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน จะจัดการยังไง ส่วนตัวแล้วนัทว่าเรื่องเรือนหอเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนักยิ่งกว่าการเตรียมงานแต่งงานซะอีกนะคะ เพราะมันคือจุดสำคัญจุดหนึ่งของการเริ่มต้นชีวิตครอบครัวเลย  วันนี้นัทเลยขอแชร์มุมมองการเลือกเรือนหอของนัทให้เพื่อนๆได้ลองอ่านกันดู เผื่อเพื่อนๆคนไหนกำลังกลุ้มใจเรื่องนี้อยู่พอดี อ่านแล้วอาจจะได้ไอเดียกลับไปคุยกับแฟนกันนะคะ

แต่งงานแล้วจะอยู่ที่ไหนกันดี?

ถ้าเพื่อนๆไม่ได้มีการคุยเตรียมตัวกับแฟนไว้ก่อนล่วงหน้าว่าแต่งงานแล้วจะไปอยู่ที่ไหน
ยังไม่ได้เตรียมเรือนหอให้พร้อมไว้ก่อนอยู่แล้ว ช่วงเตรียมงานแต่งงานคงเป็นช่วงที่ปวดหัวมากเลยล่ะค่ะ เพราะนอกจากเราจะต้องวางแผนจัดงานแต่งงานให้เรียบร้อยแล้ว เรายังต้องคิดเรื่องเรือนหอด้วยว่าแต่งงานแล้วจะไปอยู่ที่ไหนกันดี  ซึ่งนัทว่าคำถามแรกเลยที่จะต้องมานั่งถกกันกับแฟนเราก็คือ  จะย้ายเข้า หรือย้ายออก?”

 

ย้ายเข้า?

ถ้าเพื่อนๆเลือกที่จะย้ายเข้า ข้อดีก็คือเราไม่ต้องกังวลเรื่องการหาที่อยู่ การย้ายบ้าน และเรื่องของเงินก้อนใหญ่ที่ต้องใช้ในการเตรียมเรือนหอ แถมยังได้อยู่ดูแลคุณพ่อคุณแม่ของฝ่ายที่เราย้ายเข้าได้อย่างเต็มที่ด้วย  แต่ challengeใหญ่ของการแต่งงานแล้วย้ายเข้าก็คือ การที่เราต้องปรับตัวเข้ากับครอบครัวใหม่ที่อาจจะมี lifestyle ในการใช้ชีวิตแตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง เราจะจัดการยังไงให้ทุกคน happy กับการมีสมาชิกใหม่เข้ามาอยู่ร่วมในบ้านเดียวกัน  นัทแนะนำว่าเราควรจับเข่าคุยกับแฟนเลยว่า lifestyle ของเรากับที่บ้านเค้ามีอะไรที่เราต้องรู้บ้าง เหมือนกันต่างกันจุดไหน จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆในอนาคตได้ยังไง เปิดอกคุยแบบแมนๆกันไปเลยค่ะ

 

ย้ายออก?

ในกรณีที่เพื่อนๆตกลงกันเรียบร้อยทั้งกับแฟนเรา และกับคุณพ่อคุณแม่ของทั้งสองฝ่ายว่าเราเลือกที่จะย้ายออก  เพื่อนๆคงต้องนั่งคุยกับแฟนอย่างจริงจังแต่เนิ่นๆเลยล่ะค่ะว่าจะเอายังไงต่อ เพราะการซื้อเรือนหอเป็นการลงทุนครั้งใหญ่มากเลยนะคะ เราถึงต้องคิดให้ครบรอบด้านก่อนจะลงเงินก้อนใหญ่ลงไปค่ะ

 

นัทคิดว่าสองเรื่องใหญ่ๆทีคู่ของเราต้องนั่งคุยกันจริงจังก็คือ ภาพในอนาคตของครอบครัว และ Budget สำหรับการซื้อเรือนหอของเราค่ะ

 

 

Now we’re married, what’s next… ?!

นัทว่าการนั่งคุยกับแฟนเราอย่างจริงจังว่าหลังแต่งงานไปแล้วเรามีภาพในอนาคต มีแพลนสำหรับครอบครัวยังไงบ้างเป็นเรื่องสำคัญมากๆเลยนะคะ ยิ่งคู่ของเราคุยกันละเอียดแค่ไหน จริงจังเท่าไหร่ การเลือกเรือนหอให้เหมาะกับครอบครัวของเราก็จะยิ่งง่ายขึ้นค่ะ

 

เรื่องที่เราน่าจะต้องคุยกันให้พร้อมก่อนก็เช่น เราจะมีลูกมั้ย? อยากมีลูกกี่คน? ต้องมีกี่ห้องนอนถึงจะเพียงพอ? ต้องอยู่ใกล้บ้านพ่อแม่รึเปล่า? แล้วเรื่องงานล่ะ? ถ้ามีธุรกิจของตัวเองสถานที่ของเรือนหออาจจะ Flexible หน่อย  แต่ถ้าเราทำงาน office เราคิดว่าอีกห้าปี สิบปีข้างหน้าเราจะยังทำงานอยู่ที่เดิมรึเปล่า? ถ้าเปลี่ยนที่ทำงานออกไปไกลมากเราจะทำยังไง ควรอยู่ตรง location ไหนถึงจะเป็นจุด balance ที่พอดี เดินทางสะดวกเพื่อจะได้มีเวลาให้ครอบครัวเยอะๆ อาจจะต้องเป็นเรือนหอที่อยู่ใจกลางเมืองหน่อยดีมั้ย? ถ้าบ้านเดี่ยวจะตอบโจทย์ชีวิตครอบครัวของเรามั้ย? หรือจะเป็นคอนโดที่ตอบโจทย์ชีวิตคู่สำหรับคู่แต่งงานยุคใหม่ได้ดีเหมือนกัน เราจะลองมองคอนโดใน location ที่สะดวกกับครอบครัวเราดีมั้ย?

 

 

 

What is your budget?

นอกจาก Budget สำหรับการเตรียมงานแต่งงานแล้ว (นัทเคยเขียนเกี่ยวกับการวาง Budget งานแต่งงานแล้วน๊า ลองกดอ่านกันดูนะคะ –> จะเริ่มตั้ง Budget สำหรับงานแต่งงานยังไงดี? ) Budget สำหรับการซื้อเรือนหอก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆเลยล่ะค่ะ  เพื่อนๆคงต้องจับเข่าคุยกันกับคุณแฟนเราเลยว่าเรามี Budget เท่าไหร่ในการหาซื้อเรือนหอ นัทเชื่อว่าเพื่อนๆหลายคนอาจจะคิดเรื่องการกู้เงินจากธนาคารแต่ยังงงกับรายละเอียดว่าเราจะกู้ได้เท่าไหร่ อะไรยังไงใช่มั้ยคะ นัทแนะนำให้ลองเข้า website ธนาคารที่เค้ามีให้ใส่ตัวเลขเข้าไปคำนวณดูว่าถ้าเราจะกู้เงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด หากเรามีเงินเดือนเท่านี้ๆ จะกู้ได้เท่าไหร่ เพื่อนๆจะได้เห็นภาพชัดขึ้นนะคะ

http://k-expert.askkbank.com/Pages/CalToolHomeLoan1.aspx

 

พอลองใส่ตัวเลขเข้าไปแล้ว เราจะเห็นภาพชัดขึ้นมากเลยล่ะค่ะว่าถ้าจะซื้อเรือนหอราคาเท่านี้ เราต้องวางแผนรายรับรายจ่ายยังไงไม่ให้ตึงกระเป๋าตังค์เรามากเกินไป ถ้าพูดกันตามทฤษฎีเลยเนี่ย ภาระการผ่อนรายเดือนไม่ควรหนักจนเกินไป คือไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ก่อนหักภาษีค่ะ หากรายได้คนเดียวผ่อนไม่ไหว เพื่อนๆสามารถเลือกเป็นแบบกู้ร่วมได้ด้วยนะคะ แต่ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด หรือเป็นสามีภรรยากันค่ะ

 

อีกเรื่องที่ห้ามลืมแพลนไว้เลยก็คือ หลังจากผ่อนธนาคารไปแล้ว เราจะยังเหลือเงินเพียงพอสำหรับใช้ชีวิตประจำวัน ยังมีเงินฉุกเฉินใช้จ่ายในบ้าน จะสามารถรับผิดชอบภาระการผ่อนโดยไม่ทำให้ ครอบครัวอยู่ในภาวะตึงเครียดด้านการเงินตลอดเวลารึเปล่า (ลองอ่านจากการวางแผนการเงินหลังแต่งงานที่นัทเคยเขียนไว้ก็ได้นะคะ -> วางแผนการเงินหลังแต่งงาน)

 

เมื่อเพื่อนๆคุยกันเรียบร้อยแล้วว่าเราวาง plan ในอนาคตสำหรับครอบครัวเรายังไงบ้างแล้วก็วิเคราะห์หา Budget สำหรับเรือนหอในจุดที่ครอบครัวเราสามารถรับผิดชอบได้ ทีนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะเสาะหา สถานที่ที่ตอบโจทย์ภาพครอบครัวในอนาคต และเงินในกระเป๋าของเราได้ดีที่สุดค่ะ ส่วนตัวนัทคิดว่าสิ่งที่น่าจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจของเราก็น่าจะมีอยู่สองเรื่องหลักๆก็คือ Location และ Lifestyle ค่ะ

Location

 

Location เป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญมากที่สุดเวลาที่เราเริ่มมองหาเรือนหอเลยล่ะค่ะ ยิ่งถ้าคู่ของเรามีการคุยกันชัดเจนตั้งแต่แรกว่าเรามี plan ในอนาคตยังไงบ้าง มี area ไหนที่เหมาะกับครอบครัวเราเป็นพิเศษรึเปล่า มันจะยิ่งช่วย scope down ให้เรามองหาเรือนหอได้ง่ายขึ้น

 

ตัวนัทเองให้ความสำคัญกับการเลือก location มากเลย ซึ่งนัทคิดว่าสาวๆหลายคนก็น่าจะคิดคล้ายๆนัท เพราะเดี๋ยวนี้สาวๆเราเป็น working women กัน ให้ความสำคัญกับ career path มากขึ้น แต่งงานแล้วก็ยังทำงานไม่ได้ออกมาเป็นแม่บ้านดูแลบ้านเต็มตัวเหมือนสมัยก่อนแล้ว เพราะฉะนั้นการหาเรือนหอที่ช่วยตอบโจทย์ lifestyle แบบนี้สำคัญมากเลยค่ะ Location ของเรือนหอที่ดีจะช่วยเรา manage ทั้งชีวิตการทำงาน และชีวิตครอบครัวได้ง่ายขึ้น เพราะถ้าเราได้อยู่ใน location ที่ดี เดินทางสะดวก ไม่เสียเวลาบนท้องถนนมากเกินไป เราก็จะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ยิ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่รอบๆ จะหาซื้ออาหาร จะซื้อของใช้เข้าบ้านอะไรก็สะดวกไปหมดเลยล่ะค่ะ อาจจะไม่ต้องถึงกับอยู่ใจกลางเมืองแบบอโศก ราชดำริ สีลม อะไรขนาดนั้นก็ได้เพราะที่ดินแถวนั้นราคาสูงมากกกกกกก เราอาจจะลองมองเขตที่มีแนวโน้มเป็น CBD ใหม่ๆก็ได้นะคะ ราคาอาจจะโหดน้อยลงมาหน่อย แต่ก็ยังเดินทางสะดวก สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไม่แพ้ใจกลางเมือง อย่างโซนลาดพร้าวก็น่าสนใจนะคะ มีทั้งรถไฟฟ้า รถใต้ดินเข้าถึงง่าย แล้วยังมีสวนสาธารณะให้พักผ่อนหน่อยใจ มีที่ shopping กินข้าวหลากหลาย สะดวกสบายไม่แพ้ใจกลางเมืองเลยค่ะ อีกโซนที่น่าสนใจก็น่าจะเป็นย่านพระราม9-รามคำแหง อันนี้ถิ่นนัทเลย อยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองเลยค่ะ มี airport link มีทางด่วน แถมเดอะมอลล์รามคำแหงก็เพิ่งปิดปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่ด้วยล่ะค่ะ แถวนี้คงยิ่งคึกคัก และเดินทางไปไหนมาไหนสะดวกมากขึ้นเลย

 

Lifestyle

นอกจากเรื่องทำเลที่ตั้งแล้ว อีกส่วนที่น่าจะมีผลต่อการเลือกเรือนหอก็คือ lifestyle ของคู่เรานี่แหล่ะค่ะ  นัทลองลิสต์เรื่องที่ช่วยนัทมากๆตอนมองหาเรือนหอมาเป็นตัวอย่างให้เพื่อนๆเผื่อเป็นไอเดียนะคะ

 

แต่งงานแล้วจะมีลูกไหม? ถ้าจะมีลูก ตั้งใจจะมีกี่คน?

ถ้าเราจะมีลูก เราอาจจะต้องหาที่ที่สามารถจัดสรรพื้นที่ให้ลูกได้ด้วย ซึ่งพอพูดแบบนี้ เกือบทุกคนก็จะบอกว่าต้องเป็นบ้านเดี่ยวเท่านั้นใช่ม๊า แต่ตัวนัทว่าคอนโดเดี๋ยวนี้ก็มีแบบมีสองห้องนอนตอบโจทย์อยู่เหมือนกันนะคะ  และในฐานะที่นัทเป็นแม่แล้วเนี่ย นัทว่าเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่ามีพื้นที่เยอะๆให้ลูกก็คือเรื่องโรงเรียนค่ะ อย่าลืมดูว่าทำเลรอบๆมีโรงเรียนดีๆบ้างมั้ย จะสะดวกสำหรับลูกๆเวลาเดินทางไปโรงเรียนรึเปล่า  หรือถ้ารอบๆไม่มีโรงเรียน อย่างน้อยก็ควรจะมีวิธีการเดินทางที่ช่วยย่นระยะเวลาเดินทางให้ลูกได้หน่อย เช่นมีทางด่วน มีรถไฟฟ้า รถใต้ดินอยู่ใกล้ๆ

 

ชีวิตการทำงานของเราเป็นยังไง ทำงาน office เป็นหลัก หรือเป็น freelance?

ถ้าเราทำงานประจำแต่เลือกซื้อเรือนหอที่ไกลจาก office มากๆๆๆ เริ่มงานเช้า เลิกงานดึก เราอาจจะต้องใช้เวลาส่วนมากไปกับการเดินทางฝ่ารถติดจนไม่มีเวลาได้กลับมาอยู่กับครอบครัวรึเปล่า ถ้าแบบนี้อาจจะต้องหาที่อยู่ที่เดินทางสะดวก หรือเราเป็นเจ้าของกิจการ เป็น freelance ไม่ต้องเข้าออฟฟิส ไม่มีเวลาเข้าออกงานตายตัว เรื่อง location ก็อาจจะ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในเมือง ใกล้ office สุดๆขนาดนั้นก็ได้ค่ะ หาที่ๆมีพื้นที่นั่งทำงานสะดวกๆในที่พักก็น่าสนใจเหมือนกัน

 

เวลาว่างของคู่เราชอบทำกิจกรรมแบบไหน?

เราเป็นคู่ที่ชอบออกไปเดินเล่นตามห้าง หาร้านกาแฟ ร้านอาหารกินนอกบ้านเป็นประจำรึเปล่า ถ้าใช่การไปอยู่นอกเมืองมากๆแล้วต้องเสียเวลาขับรถเข้ามาในเมืองอาจจะไม่สะดวกก็ได้ หาที่อยู่ที่มีร้านอาหาร มีห้างอยู่ไม่ไกล เดินทางง่ายๆอาจจะสะดวกกว่ารึเปล่า  หรือเราชอบอยู่พักผ่อนเงียบๆ อยู่บ้านเล่นมุ้งมิ้งกันเอง เราก็อาจจะมองหาบ้านเดี่ยวที่สงบๆมีพื้นที่เยอะหน่อย  หรือหาคอนโดที่มีพื้นที่ส่วนกลางดีๆ วิวสวย มี facility พร้อม ก็อาจจะตอบโจทย์เราได้เหมือนกันค่ะ

 

ครอบครัวเราจะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไหม?

ถ้าจะเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เราอาจต้องมองหาที่ที่เลี้ยงสัตว์ได้ด้วยนะคะ อาจจะเป็นบ้านที่มีพื้นที่สักหน่อย หรือคอนโดที่มีการจัดสรรแบ่งพื้นที่ให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้อย่างลงตัวค่ะ

 

 

อ่านมาถึงตรงนี้เพื่อนๆอาจจะแบบ…มันต้องคิดเยอะขนาดนั้นเลยหรออออ 55555  ขอบอกเลยว่าใช่ มันเป็นเรื่องใหญ่มากจริงๆนะคะ มันมีปัจจัยเยอะแยะมากมายที่เราต้องคิดให้รอบคอบก่อนจะตัดสินใจ  เอาจริงๆนัทคิดว่าทุกคนก็คงอยากได้เรือนหอที่ตรงกับความต้องการของตัวเองทั้งหมดภายในงบที่เรามีแหละ  แต่ในเมื่อเราทำไม่ได้ หน้าที่ของเราก็คือต้องลองคุยกันว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องไหนมากที่สุด แล้วหาตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุดสำหรับชีวิตคู่ของเราค่ะ

 

ตอนนัทกับแฟนคุยกันเรื่องเรือนหอ เราสองคิดตรงกันว่า เวลา คือสิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับชีวิตครอบครัว นัทอยากกลับบ้านให้ไวที่สุด จะได้มาดูแลบ้าน เตรียมอาหาร กินข้าว นั่งคุยชิลๆพักผ่อนสบายๆกันในครอบครัว (แต่งงานแล้วเราต้องมีเวลาแสดงฝีมือทำอาหาร เอาอกเอาใจคุณสามีด้วยนะจ้ะสาวๆ hehe) สุดท้ายครอบครัวเราเลยเลือกอยู่คอนโดที่ location สะดวกสำหรับเราค่ะ เอาจริงๆตอนมีลูกนัทก็แอบกังวลนิดหน่อยว่าเลี้ยงลูกในคอนโดจะเป็นยังไง แต่ขอบอกเลยว่าเบบี๋ของนัทก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการได้อยู่ได้เล่นกับพ่อแม่ให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นยิ่งเดินทางได้ง่าย ได้สะดวกแค่ไหน เราก็จะยิ่งมีเวลาให้ลูกมากขึ้นแค่นั้น แล้วเวลาลูกจะวิ่งเล่น คอนโดก็มีพื้นที่ มีอะไรให้ลูกได้ดูเยอะนะคะ ทั้ง indoor outdoor ว่ายน้ำ เดินสวนชมวิวอะไรกันไป เด็กๆเบื่อง่าย มีอะไรให้  explore เยอะๆ ก็สนุกไปอีกแบบค่ะ  แล้วพอถึงวัยที่ลูกเป็นวัยรุ่น ต้องการมี space ของตัวเอง นัทกับแฟนก็คุยกันไว้ว่าเราค่อยขยับขยายกันอีกรอบ ซึ่งนัทเชื่อว่าคอนโดที่อยู่ใน location ที่ดีจะขาย หรือปล่อยเช่าง่ายในอนาคตค่ะ

 

 

เพื่อนๆน่าจะพอเห็นไอเดียแล้วใช่ม๊าว่าต้องคิดเรื่องไหนบ้าง คุยกับแฟนเรื่องไหนบ้าง เพื่อหาเรือนหอที่เหมาะสม ยิ่งในกรณีที่เราดูแลค่าใช้จ่ายส่วนเรือนหอเองทั้งหมด โดยไม่รบกวนคุณพ่อคุณแม่ของทั้งสองฝ่ายเลย การคุยการคิดให้รอบคอบทุกด้านยิ่งเป็นเรื่องที่สำคัญค่ะ เพื่อนๆคนไหนมีความคิดเห็นที่อยากแบ่งปัน มีประสบการณ์การหาเรือนหอ หรือปัญหาที่เจอ ลอง comment ทิ้งไว้ใน facebook page นะคะ เผื่อเพื่อนๆคนอื่นเจอปัญหาเดียวกันได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ค่ะ

 

 

NOTE: Article นี้เป็น Advertorial นะคะ นัทได้รับการสนับสนุนจากคอนโด METRIS by Major Development ค่ะ ทาง METRIS ได้ชวนให้นัทลองเขียน article เพื่อ share มุมมองของการหาเรือนหอสำหรับว่าที่เจ้าสาวยุคใหม่ ถึงจะเป็น Advertorial  แต่เนื้อหาทั้งหมดใน article นี้เป็นความคิดเห็นของนัทเองค่ะ

 

METRIS by Major Development จะสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ในปี 2020 เป็นคอนโดที่ตอบโจทย์เรื่อง location ในย่านที่กำลังเป็นที่สนใจอย่าง ลาดพร้าว และ พระราม9-รามคำแหง และได้ออกแบบสร้างสรรค์พื้นที่อยู่อาศัยสำหรับคู่รักที่กำลังวางแผนอนาคตตั้งแต่ตอนนี้ ตั้งอยู่ในย่านที่มอบให้ทั้งความสงบเป็นส่วนตัวแต่ยังเข้าถึงการเดินทางที่สะดวกสบายหลากหลายตัวเลือก มี co-working space ภายในคอนโด รอบล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย และพิเศษกว่านั้นคือคอนโด METRIS by Major Development ทั้งสองโครงการสามารถเลี้ยงน้องหมาน้องแมวเพื่อนรักสี่ขาในคอนโดได้ด้วยค่ะ

 

ถ้าเพื่อนๆสนใจมองหาคอนโดเป็นตัวเลือกสำหรับเรือนหอ ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน link ด้านล่างนี้นะคะ

METRIS ลาดพร้าว คลิก https://goo.gl/7PCNzf

METRIS พระราม9-รามคำแหง คลิก  https://goo.gl/FiuWmg