Review: จัดงานแต่งงานที่โรงแรมสุด Chic @ So Sofitel Bangkok Hotel

ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางโรงแรม So Sofitel Bangkok ได้ชวนนัทไปเที่ยวที่งาน Wedding Showcase ของทางโรงแรมค่ะ นัทเลยได้สำรวจรายละเอียดการจัดงานแต่งงานที่นี่ รวมทั้งถ่ายรูปมาฝากเพื่อนๆด้วยค่ะ

Location

โรงแรม So Sofitel Bangkok ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนสาทรใต้ ตัดกับถนนวิทยุเลยค่ะ  ฝั่งตรงข้ามด้านนึงเป็นสวนลุม อีกด้านเป็นตึก Q House Lumpini ถ้าเพื่อนๆมาจากถนนพระรามสี่ เราสามารถเลี้ยวเข้าโรงแรมจากถนนใหญ่ได้เลย ไม่ต้องเลี้ยวเข้าสาทร  แต่ถ้าเพื่อนๆมาจากสาทร เราก็สามารถเข้าด้านนี้ได้เหมือนกันค่ะ  ถ้าไม่ขับรถ เราก็สามารถนั่ง MRT มาลงสถานีลุมพินีโลด สถานีติดกับโรงแรมเลยค่ะ ^-^

ที่จอดรถที่นี่อยู่ในร่มทั้งหมดเลยนะคะ ไม่ต้องกลัวว่าแขกจะต้องเดินตากแดดตากฝนเลย  รถจอดได้ประมาณ 250  คันแบบอยู่ในช่องจอดค่ะ ที่จอดรถเค้าขับวนขึ้นง่าย ช่องจอดใหญ่ ไฟสว่างไสว ดูปลอดภัยดีเลยล่ะค่ะ

 

Getting to know “So Sofitel Bangkok Hotel”

โรงแรม So Sofitel เป็นโรงแรมในเครือ Accors  เปิดในไทยมาได้ 6 ปีแล้วค่ะ โรงแรมนี้ตั้งอยู่ย่านธุรกิจสำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ มีความเป็นเมืองสูง แต่ว่าอยู่ตรงข้ามกับสวนลุมปอดของคนกรุงเทพฯ กลายเป็น combination ที่น่าสนใจ มองไปด้านนึงเห็นตึกออฟฟิสสูงๆ อีกด้านนึงเป็นสวนสีเขียวสบายตาค่ะ

ที่นี่เค้าให้คำนิยามว่าตัวเองเป็น Urban Luxury Design Hotel เน้นการออกแบบตกแต่งที่ทันสมัยหรูหรา ซึ่งนัทก็เห็นด้วยมากๆเลยว่าโรงแรมนี้เน้น Design จริงๆ เพราะรายละเอียดต่างๆที่เค้าใส่มาในการตกแต่งมันทำให้นัทตื่นตาตื่นใจไปหมดเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นประตูทางเข้า รายละเอียดต่างๆบนเพดาน การตกแต่งที่ Lobby หรือตัวห้อง Ballroom ที่ใช้จัดงานแต่งงานเองก็ตาม คือเค้ามีความเรียบเท่ห์ด้วยโทนสีเทาๆดำๆ แต่แอบเปรี้ยวด้วยรายละเอียดสีสันของตกแต่งต่างๆ รวมไปถึงชุด uniform ของพนักงานเอง ที่เป็นผ้าลายไทยๆในรูปแบบชุดที่สุดแสนจะ chic ทุกอย่างดูเป็นสองขั้วที่แตกต่างกัน แต่เค้าออกแบบให้ความเรียบโก้ กับความเปรี้ยวเก๋ มาอยู่ด้วยกันอย่างลงตัวเลยค่ะ

พอนัทมาลองทำ research ดูก็เลยรู้ว่าการตกแต่งเท่ห์ๆของที่ So Sofitel Bangkok เนี่ย เป็นการรวมพลังแห่งสุดยอดนักออกแบบหลายคนเลยล่ะค่ะ นำโดย Monsieur Christian LaCroix แฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส ร่วมด้วยนักออกแบบไทยอีก 5 คนค่ะ  โดนจะเล่นกับ theme หลักของโรงแรมก็คือ 5 elements ประกอบด้วย water-earth- wood-metal-fire ที่เค้าเอามาเป็น theme ที่ใช้ในการตกแต่งห้องต่างๆของทางโรงแรมค่ะ

คุณ Christain Lacroix เค้าออกแบบหลายส่วนของโรงแรมเลยนะคะ  อย่าง design เก๋ๆบริเวรณ lobby หรือแม้แต่ uniform ของพนักงานเองก็เป็นผลงานการออกแบบของเค้า นัทไปอ่านสัมภาษณ์มา เค้าบอกว่าชุด uniform ของพนักงานที่นี่เป็นการผสมผสานความเป็นไทยกับความ  modern  เพราะฉะนั้นทรงชุด สีสันที่เลือกใช้เลยเก๋แบบที่คุณ Christian Lacroix บอกว่าต้องไปเดินที่ Paris Fashion Week ได้เริ่ดๆสวยๆได้เลย  ซึ่งนัทก็เห็นด้วยว่าพนักงานที่นี่แต่งตัวสวยเก๋มากกกกกก ชอบๆๆ

อีกส่วนที่คุณ Christian Lacroix ออกแบบก็คือ emblem หรือสัญลักษณ์ของทางโรงแรม ที่เรียกว่า The Tree of Life ค่ะ  สัญลักษณ์นี้สื่อถึงความเป็นนิรันดร์ ศูนย์กลางของทุกชีวิตบนโลก เหมือนการรวมตัวกันของ 5 elements บนลวดลายของ the Tree of Life ค่ะ

 

Ballroom

หลังจากเดินเล่นดูบรรยากาศบริเวณ Lobby ของโรงแรมเสร็จแล้ว เรามาขึ้นลิฟต์ไปยังห้อง Ballroom ที่ชั้น 8 กันดีกว่าค่ะ  พอออกจากลิฟต์เราก็จะเจอพรมแดงนำทางเรามาหน้าห้อง Ballroom ที่ใช้สำหรับเป็น reception area ของงานแต่งงานค่ะ  สิ่งที่นัทชอบอย่างนึงก็คือ ตอนอยู่ในลิฟต์เราจะรู้สึกฮิปสเตอร์มาก 555 เพราะลิฟต์เค้าเน้นตกแต่งเป็นสีดำๆดูอวกาศเท่ห์ๆหน่อย แต่พอออกมาเจอตรง reception ของห้อง ballroom เรากลับได้ feel ที่แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง  เริ่มตั้งแต่ผนังที่ตกแต่งด้วยนาฬิกาเต็มทั้งผนัง ตัดกับพื้นกระเบื้องลายตารางสีขาวดำ  เห็นแล้วก็นึกถึงเรื่อง Alice in Wonderland  ยังไงไม่รู้ นัทคิดเอาเองว่ามันเป็นเหมือนสัญลักษณ์เชื้อเชิญเราให้เข้าสู่โลกแห่งจินตนาการ วางทุกอย่างทิ้งไว้ แล้วปล่อยตัวปล่อยใจให้สนุกไปกับงานแต่งงานที่เราตั้งใจจัดอย่างเต็มที่ พื้นที่ใช้สอยบริเวณนี้อาจจะไม่ได้กว้างใหญ่บิ้กบึ้มมากขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้เล็กจนทำให้อึดอัดจนเกินไปนะคะ อาจจะเป็นเพราะเพดานของบริเวณ reception ที่นี่เปิดโล่งสูงสบายตานี่เองค่ะ

 

ฝั่งตรงข้ามผนังนาฬิกาก็มี วีโอล่า ตั้งอยู่ตรงประตูทางเข้าห้อง Ballroom เลย  ถ้าเพื่อนๆสังเกตจะเห็นว่าผนังห้อง Ballroom ของที่นี่มี design เก๋ๆเป็นเหมือนซี่ๆสีเทาเรียงๆกัน เพื่อนๆเห็นแล้วนึกถึงอะไรกันบ้างคะ??  นัทเองเห็นแล้วนึกถึงเครื่องออแกนใหญ่ๆ ซึ่งพอถามทาง Wedding Specialist ของทางโรงแรมก็เลยรู้ว่าเค้าได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก Opera House ที่ปารีส ฝรั่งเศสนี่เองค่ะ  แต่เป็นการดัดแปลง Opera House ให้ Modern ขึ้นด้วยการเปิดเพดานโล่งโปร่ง มี spotlight จัดเต็ม เลยช่วยดึงให้บรรยากาศของห้องดู Modern มากขึ้น แถมด้วยเครื่อง LCD ที่ฉายขึ้นจอแบบ HD ขนาดใหญ่บึ้มเต็มผนังสองด้าน ขนาด ประมาณ 7*12 เมตร  ห้อง Ballroom ของที่นี่เลยกลายเป็น Opera House ขนาดย่อมๆที่ทันสมัยสุดๆไปเลยล่ะค่ะ

ห้องของที่นี่เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบแนวนอนนะคะ เพดานสูง 7 เมตร เปิดโล่ง ไม่มีเสาบัง ดูสบายตามากเลยค่ะ ถ้าเพื่อนๆจะจัดงานแบบ Cocktail จะจุคนได้ 400 คนนะคะ  ถ้าจัดแบบโต๊ะจีนจะจุได้ 26 โต๊ะ ประมาณ 250 คน  ส่วนถ้าเป็นแบบ Buffet ก็จะจุลงมาได้น้อยลงมาหน่อย คือได้ประมาณ  180 คนค่ะ


Wedding by Designs

ด้วยความที่ที่นี่เป็นโรงแรมที่เน้น design มากๆ การจัดงานแต่งงานที่นี่ก็เลยเน้นให้ว่าที่เจ้าสาวอย่างพวกเราสามารถ design งานในส่วนต่างๆ Customize กันได้เต็มที่  ไล่มาตั้งแต่การตกแต่งห้อง Theme ของงานแต่งงาน อาหาร แสงสีเวที หรือส่วนของ After Party ด้วยค่ะ

Wedding Specialist

นัทว่าส่วนนึงที่ทำให้เราสามารถ design งานแต่งงานให้ตรงกับภาพในฝันเรามากขึ้นก็คือการที่ทางโรงแรมมี Wedding Specialist ช่วยดูแลบ่าวสาวที่เลือกจัดงานแต่งงานที่นี่ค่ะ  ทีม Wedding Specialist จริงๆก็คือเซลล์ของทางโรงแรมเนี่ยแล่ะ แต่ว่าเค้าจะช่วยให้คำแนะนำ และช่วยประสานงานเรื่องการตกแต่งส่วนต่างๆของงานแต่งงาน เช่น prop ตกแต่งเพิ่ม  Gallery ไฟ แสง สี ให้เข้ากะ theme งานของเราค่ะ คือแทนที่เราจะต้องวิ่งหา vendor เจ้าต่างๆเอง เราแค่บอกทีม Wedding Specialist ว่าเราอยากได้แบบนี้ๆๆๆนะ  แล้วทีม Wedding Specialist  ก็จะช่วยไปประสานงานติดต่อหา  prop มาตกแต่งงานให้เราได้เลยค่ะ โดยที่เราไม่ต้องจ่ายค่าตัว Wedding Specialist นะคะ เราแค่จะมีค่าใช้จ่ายในส่วนของ prop ต่างๆที่เราเลือกใช้จริงๆค่ะ

นัทว่าข้อดีของการมี Wedding Specialist ก็คือเค้าจะรู้จักห้องดีที่สุด ให้คำแนะนำเราได้ว่าแบบไหนแต่งแล้วเหมาะกับห้อง เหมาะกับงาน ถ้าเราชอบแนวนี้แล้ว มีลูกเล่นอะไรได้บ้าง ถ้าจะเลือก theme แบบนี้ เราจะใส่รายละเอียดไปใน line อาหาร หรือเค้กด้วยดีมั้ย แสงสีเสียงควรจะเป็นยังไง เป็น one-stop service เราจะได้ไม่ต้องไปวิ่งติดต่อตามงานจาก vendor ต่างๆด้วยตัวเอง ช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะเลยล่ะค่ะ  หรือถ้าเรายังไม่มีไอเดียว่าจะตกแต่งงานเรารูปแบบไหนดี ทาง Wedding Specialist เค้าก็มีหลายๆ theme แนะนำเราได้นะคะ  นัทเคยไปงาน wedding showcase ของที่นี่เมือหลายปีก่อน เค้าจัดเป็น theme Alice in Wonderland ก็ดูเก๋มากๆเลยล่ะค่ะ

 

Food

ช่วงที่นัทไปเป็นตอนที่ Chef ขึ้นพูดบนเวทีพอดีเลยค่ะ ก็เลยได้ฟังรายละเอียดว่าทางโรงแรมค่อนข้างใส่ใจในดีเทลของการทำ line อาหารมากเลยล่ะ  เพราะนอกจากเราจะสามารถชิมอาหารเพื่อความมั่นใจว่าอาหารที่เลือกจะอร่อยถูกปากเราแล้ว เรายังสามารถ request ได้ว่าเราอยากใส่ detail อะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษสำหรับงานแต่งงานของเรามั้ย เช่นต้องการให้เน้นสีเข้ากับ theme งานแต่งเรามากเป็นพิเศษ หรือว่าต้องการใส่ ingredient อะไรเพิ่มเข้าไป    chef เล่าว่ามีเจ้าสาวคนนึงที่มาจัดงานแต่งงานที่นี่เค้าชอบน้ำพริกกะปิมากๆ เลย request ขอให้เน้นกะปิสอดแทรกเข้าไปใน line อาหารให้หน่อย ทางโรงแรมก็สามารถจัดให้ได้ด้วยล่ะค่ะ  ยังไงเพื่อนๆที่สนใจลองปรึกษากับทีม  Wedding Specialist เพิ่มเติมกันดูนะคะ  🙂

 

After Party

งาน  Wedding Showcase ครั้งนี้ทางโรงแรมเค้าเน้น showcase ตัว After Party เป็นพิเศษเลยล่ะค่ะ เพราะทางโรงแรมได้ design Package สำหรับการจัด After Party ที่จะช่วยตอบโจทย์บ่าวสาวได้มากยิ่งขึ้น มีเครื่องดื่มใน package รวมอยู่เรียบร้อยแล้วด้วยค่ะ เราแค่ดูว่าเรามีเพื่อนๆที่จะมามันส์ใน after party กี่คน จะได้เลือก package ถูกค่ะ

ทางโรงแรมเล่าให้นัทฟังว่า โรงแรมได้ design signature beverage เป็นพิเศษสำหรับ  After party  ด้วยนะคะ ชื่อเก๋มากๆเลย คือ Kiss on the lips  กับ Mr.&Mrs.  คือนัทอยากจะชิมมากกกกกกกกก แต่ว่ายังให้นมเบบี๋อยู่ เลยอดเลย 555  ถ้าเพื่อนๆสนใจก็สามารถเลือกเพิ่ม on top จาก package ที่เราเลือกได้ค่ะ นอกจากเครื่องดื่มแล้ว เพื่อนๆก็สามารถ design ให้งาน after party ของเราเปรี้ยวขึ้นกว่าเดิมได้ด้วย ice bar ที่เอามาตั้งในงาน after party ของเราได้เลยค่ะ  อันนี้เป็น option เสริมที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมน๊า

Engagement Party

จริงๆนัทไม่รู้ว่าเค้ามี Showcase ห้องที่จัด Engagement Party ด้วย  แต่พอดีจะลงมาที่ห้องอาหาร Red Oven บุฟเฟต์ชื่อดังของทางโรงแรม นัทก็เลยเห็นว่ามีส่วนนี้ด้วยนี่นา  ตอนที่นัทไปไม่เหลือคนแล้ว เหลือแต่น้องพนักงานของ Red Oven เดินอยู่ตรงนั้นหนึ่งคน นัทเลยสอบถามรายละเอียด  ซึ่งนัทประทับใจมากๆๆเพราะว่าน้องเค้าให้ข้อมูลอย่างเยอะ ลงดีเทล แล้วก็เดินพานัทดูนู่นนี่ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่เค้าเลยด้วยซ้ำ  service ดีมากๆเลยล่ะค่ะ 🙂

ส่วนตัวนัทชอบห้อง Engagement Party ของที่นี่มากๆ เพราะว่ากำแพงด้านนึงเค้าใช้เป็นกระจกบานใหญ่บึ้มมองออกไปเห็นวิวของสวนลุมเขียวชะอุ่มสบายตา  ได้แสงธรรมชาติเข้ามาเต็มๆ แถมห้องยังเป็นสีครีมสะอาดๆ ดูเหมาะกับงานพิธีเช้าจริงๆเลยล่ะค่ะ  แถมหน้าห้องยังมีพื้นที่ใช้เป็น reception กว้างมาก  มีกึ่งๆ open kitchen เป็นที่วาง line อาหารตอนเช้า ดูเก๋ไปอีกแบบ  ถ้าเราจัดพิธีแห่ขบวนขันหมาก เราก็สามารถตั้งขบวนเดินเข้ามารับเจ้าสาวที่ห้องรับตัว ซึ่งมีประตูหมุนบานใหญ่เก๋ๆอยู่ติดกับห้องที่จัดงานพิธีเลยล่ะค่ะ  แล้วยังได้วิวการตกแต่งสวยๆของห้องอาหาร Red Oven ของทางโรงแรมอีกตะหาก

นัทอุ้มเบบี๋ (ผู้ที่ต้องตามคุณแม่มาทำงานหนึ่งวัน) เดินรอบชั้นให้คุณลุงถ่ายภาพเล่นจนหนูน้อยหลับปุ๋ยไปเลยล่ะค่ะ ^-^”

So Sofitel เหมาะกับคู่บ่าวสาวแนวไหน?

ส่วนตัวนัทว่าบ่าวสาวที่น่าจะชอบสถานที่จัดงานแต่งงานของ So Sofitel น่าจะเป็นคน chic chic เท่ห์ๆ เปรี้ยวๆหน่อย ไม่ชอบความ grand หรูหราแบบ classic  แต่มองหาความเรียบหรูดูดีเน้น design ทันสมัยเป็นหลัก  แต่ถ้าเป็นสาวหวานๆสายฟรุ้งฟริ้งอาจจะไม่คลิกเท่าไหร่  เพราะว่าสีสันการตกแต่งต่างๆมันไม่ให้ความรู้สึกหวานแหววเจ้าหญิงเลยค่ะ   อีกอย่างที่นัทคิดว่าจะเป็น challenge ของการจัดงานแต่งงานที่นี่คืออาจจะต้องคุยกับคุณพ่อคุณแม่นิดนึงว่า serious กับเรื่องสีมากมั้ย เพราะโรงแรมที่นี่เน้นสีดำ สีเทาเป็นหลัก  บางบ้านที่ serious เรื่องสีมงคลมากๆอาจจะไม่ happy ได้ค่ะ

 

ถ้าเพื่อนๆอ่านจนถึงตอนนี้แล้วรู้สึกอยากจะ say ‘I Do’ @ So Sofitel (นัทชอบ slogan นี้มากกกกกก ใครคิดเนี่ย)  ลองติดต่อขอเข้าไปดูสถานที่กับทางโรงแรมกันดูนะคะ รับรองว่า Wedding Specialist ของทางโรงแรมจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้เต็มที่แน่นอนค่ะ 🙂