Review: จัดงานแต่งที่ The Okura Prestige Bangkok

วันนี้นัทจะพาเพื่อนๆไปเจาะลึกอีกหนึ่งโรงแรมห้าดาวใจกลางกรุงเทพ นั่นก็คือโรงแรม The Okura Prestige Bangkok ซึ่งเป็นเครืออันโด่งดังของทางญี่ปุ่นค่ะ โรงแรม Okura เข้ามาเปิดตัวในไทยได้ 5 ปีเอง เพราะฉะนั้นตัวห้องจัดงานแต่งงานยังใหม่มากเลยล่ะ วันนี้นัทเลยถือโอกาสเข้าไปถ่ายรูปซอกแซก แล้วก็สัมภาษณ์ฝ่าย Wedding ของทางโรงแรม เพื่อหาข้อมูลมาฝากเพื่อนๆที่กำลังมองหาสถานที่จัดงานแต่งงานค่ะ 🙂

Location

โรงแรม The Okura Prestige อยู่ตรงถนนเพลินจิตค่ะ ถ้าเพื่อนๆมาจากทางถนนสุขุมวิท โรงแรมจะอยู่ซ้ายมือตรงหัวมุมที่เลี้ยวเข้าถนนวิทยุ เค้ามีทางเชื่อมจาก BTS เพลินจิตด้วยนะคะ ตัวทางเดิน sky walk ของ BTS เนี่ย เชื่อมไปที่ Central Embassy/ Central ชิดลมได้เลยค่ะ จริงๆถนนเส้นนี้รถค่อนข้างติด การที่โรงแรมอยู่ตรง BTS ก็ถือเป็นอีกทางเลือกสำหรับแขกที่ไม่สะดวกขับรถมาค่ะ
ตัวโรงแรมเองจะอยู่บนตึก Park Venture หนึ่งในตึกแสนสวยบนถนนเพลินจิต ตัวตึกเป็นกระจกใสกิ๊ง ดู modern มากๆ แต่ตัวรูปทรงตึกออกจะโค้งๆให้ความรู้สึกอ่อนช้อยสวยงาม นัทลองไปอ่านประวัติดูเลยรู้ว่า inspiration ในการออกแบบตึกก็คือ ท่าไหว้ของคนไทยนี่เองค่ะ ตึกเลยออกมาโค้งๆเข้าหากันเคล้ายๆสองมือกำลังพนมมือกันอยู่  แล้ว break ความ modern ของตึกด้วยต้นไม้สีเขียวสบายตารอบตึกค่ะ

Parking

ตัวตึกจอดรถของที่นี่สะอาดโปร่งปลอดภัยดีค่ะ จอดรถได้ตั้ง 400 คันแน่ะ แล้วที่นี่มีห้องจัดงานแต่งงานแค่ห้องเดียว เพราะฉะนั้นไม่ค่อยต้องกังวลว่าที่จอดรถจะเต็มรึเปล่าเลยค่ะ แล้วเราสามารถแจ้งให้ทางโรงแรมจัดเตรียมที่จอดรถ VIP ให้ได้ด้วย

Getting to know The Okura Prestige Bangkok

โรงแรม Okura ค่อนข้างใหม่มาก เพิ่งเปิดในไทยได้ 5 ปี นัทเลยเดาว่าอาจจะมีเพื่อนๆหลายคนไม่คุ้นชื่อโรงแรมนี้ใช่ม๊า แต่จริงๆ The Okura prestige เป็นเครือที่โด่งดังของทางญี่ปุ่นเลยนะคะ เพราะฉะนั้นเรื่อง quality of service นี่เราไม่ต้องกังวลเลยล่ะค่ะ
อย่างที่นัทบอกว่าโรงแรม Okura อยู่บนตึก Park Venture ที่ออกแบบอย่างเก๋ๆทันสมัยสุดๆ ซึ่งพอนัทเข้าไปในบริเวณ Lobby ของโรงแรม นัทก็รู้สึกได้เลยว่า theme การออกแบบของโรงแรม Okura ก็ไปในโทนเดียวกันกับรูปแบบตึก นั่นก็คือ modern มากๆ แต่ว่าเป็น modern ที่ luxury ด้วยนะคะ อาจจะเพราะเค้าเน้นใช้ copper เป็น theme หลักในการตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ หรือพวกของตกแต่งทั้งหลายก็เป็นทองแดงซะส่วนมากค่ะ แล้วก็ตัดกับพื้นหินอ่อนเงาวับ มันเลยให้ feel หรูหราแบบ minimal และ modern ไปในตัว

Grand Ballroom

ที่นี่มีห้องจัดงานแต่งงานอยู่ห้องเดียวคือ Grand Ballroom ที่อยู่ชั้น 3 ของทางโรงแรมค่ะ แต่จะบอกว่าห้องเดียวก็ไม่ถูกซะทีเดียวนะ เพราะจริงๆแล้วจะมีอีกห้องที่ชื่อ Sora อยู่ติดกับ Grand Ballroom เลย สามารถเปิดเชื่อมถึงกันได้ค่ะ
จาก Lobby เราสามารถขึ้นบันไดเลื่อนปรู๊ดมาที่ห้อง Grand Ballroom ได้เลยค่ะ จริงๆแล้วนัทว่าชั้น 3 นี่แทบจะเป็น private zone ของงานแต่งงานก็ว่าได้เลยนะคะ เลยทำให้เราสามารถตกแต่งพื้นที่บริเวณนี้ได้เต็มที่ค่ะ พื้นที่ตรง reception area อาจจะไม่ได้กว้างใหญ่อะไรขนาดนั้น แต่ว่าเค้าก็จัดพื้นที่ใช้สอยมาได้ลงตัวพอดีๆ พอขึ้นจากบันไดเลื่อนปุ้บ ก็จะได้เจอบริเวณโต๊ะ reception หน้างาน  Gallery อะไรก็ว่าไป แล้วก็จะถึง zone backdrop พอถ่ายรูปกับบ่าวสาวเสร็จก็เดินเข้าประตูเข้างานได้เลยค่ะ
ถ้าเราจัดงานแบบ Cocktail ห้อง Grand Ballroom จะสามารถรองรับแขกได้ประมาณ 560 คนแบบสบายๆค่ะ ถ้าเป็นแบบโต๊ะจีนจะจัดได้ประมาณ 33 โต๊ะ (330 คน) หรือประมาณ 250 คนถ้าเราจัดแบบ Buffet ค่ะ จริงๆส่วนตัวนัทว่าห้องจัดงานแต่งงานที่นี่ก็เหมาะกับ Sit Down Dinner เหมือนกันนะคะ ด้วยความที่ style การตกแต่งของห้องค่อนข้างจะหรูหราทันสมัย
พอก้าวเข้าไปในห้อง Grand Ballroom นัทว่าจุดที่ทำให้นัท WOWW มากที่สุดเลยก็คือเพดานที่สูงมากกกกกกกกก  คุณนพ ทีม Wedding ของทางโรงแรมบอกนัทว่า เพดานที่นี่สูง 9 เมตรเลยนะคะ แต่สิ่งที่ทำให้นัท WOW อย่างต่อเนื่องก็คือตัวแชนเดอเลียของทางโรงแรมค่ะ มันสวยอลังมากเลย ดูหรู แต่ว่า modern มากๆเลย
คุณนพหันมาบอกนัทว่า ห้อง Grand Ballroom ที่นี่ยังมีอีกอย่างทีจะทำให้นัทต้องว้าวอีกรอบแน่ๆ นั่นก็คือ Sky Stage ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเด่นของที่นี่เลยค่ะ  ตอนแรกนัทไม่เข้าใจ อะไรคือ Sky Stage แต่พอคุณนพโชว์ให้ดูก็ว้าวจริงๆล่ะ เพราะมันคือเวทีซ่อนตัวอยูสูงขึ้นไป อยู่ในระดับชั้นสองของห้องเลยล่ะค่ะ ทำให้มองเห็นเด่นชัดจากทุกมุมของห้อง  ตรงเวทีตรงนี้ใหญ่มากด้วยนะคะ ใหญ่ประมาณ 7.2 เมตรเลย เราสามารถเลือกใช้ space บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของวงดนตรีของงานก็ได้นะคะ หรืออีกอย่างที่คุณนพ proudly present ก็คือ เราสามารถใช้เป็นจุดเปิดตัวบ่าวสาวได้เลย แบบตกแต่งเป็นบันไดลงมา แล้วก็ให้บ่าวสาวเดินลงบันไดเข้างานมาสวยๆ   หรืออาจจะให้วงดนตรีขึ้นไปเล่นบน sky stage ก็ได้ค่ะ นัทแอบขอยืมรูปจากคุณนพมาโชว์ให้เพื่อนๆเห็นภาพด้วย
ตัวห้อง Grand Ballroom เองมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้านะคะ เราสามารถเลือกได้ว่าจะตั้งเวทีไว้ตรงด้านหน้าของห้อง มีแขกอยู่ไล่กันหน้าเวทีอย่างเดียว หรือว่าจะเอาเวทีไว้ตรงกลางห้อง แขกจะได้อยู่รายล้อมซ้ายขวาก็ได้ค่ะ
ด้วยความที่ห้อง Grand Ballroom เป็นห้องรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลายๆคนอาจจะกังวลว่าจะทำให้ห้องดูแคบอึดอัดไปมั้ย  แต่ส่วนตัวนัทว่าด้วยเพดานที่สูงมากๆ มันเลยทำให้เรารู้สึกโปร่งโล่งสบายตาเลยค่ะ กับข้อดีอีกอย่างก็คือ เค้ามีห้อง Sora อยู่ติดกับห้อง Grand Ballroom เลย เพราะฉะนั้นถ้าเราเลือกจัดงานที่ Grand Ballroom + Sora แขกก็จะมี space เพิ่มเติมมากขึ้น ห้องดูมีมิติมากขึ้นค่ะ

Sora Room

Sora Room ที่นัทบอกว่าอยู่ติดเชื่อมกับ Grand Ballroom เนี่ย เป็นห้องที่หันหน้าเข้าถนนเพลินจิต ผนังเป็นกระจกรับวิวสวยๆได้เต็มๆเลย นัทเคยมางานหมั้นเพื่อนที่ห้องนี่ ห้องจะได้แสงอาทิตย์ตอนเช้าด้วยค่ะ ทำให้ห้องดูอบอุ่นขึ้นมาเลย  ส่วนงานแต่งตอนกลางคืนเนี่ย ก็ช่วยทำให้มี space มากขึ้น แต่อาจจะมีหลายๆคน question ว่าแขกที่อยู่ในส่วน Sora เนี่ย จะรู้สึกไม่ได้มีส่วนร่วมในงานรึเปล่า คุณนพก็อธิบายให้ฟังว่า ตรงส่วนห้อง Sora ก็มีจอ LCD ใหญ่บึ้มฉายให้เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นบนเวทีบ้างค่ะ
จริงๆอีกส่วนที่นัทว่าดีนะ ก็คือเค้าเอาเก้าอี้มาไว้ในห้อง Sora Room เยอะเลย ถ้าเราจัดงานแบบ cocktail แขกผู้ใหญ่ที่ไม่อยากยืนนานๆ อยากนั่งคุยสนุกสนานกันก็มาใน zone ห้อง Sora ได้ ถือเป็นมุมให้แขกได้พักผ่อนคลายเมื่อยไปในตัวค่ะ  ส่วนสาวๆที่อยากจัดงาน after party ต่อ ก็สามารถจัดต่อในห้อง Sora ได้เช่นเดียวกันค่ะ เค้ามีจุดตั้งเวที จุดจั้มไฟสำหรับวงดนตรีให้เรียบร้อยเลยล่ะค่ะ 🙂

Food

อีกหนึ่งจุดเด่นของที่โรงแรม Okura น่าจะเป็นเรื่องอาหารที่อร่อยมากๆนี่แล่ะค่ะ นัทมางานแต่งที่นี่กี่ครั้งก็ประทับใจทุกครั้งเลย คุณนพบอกนัทว่าที่นี่เค้ายึด value เรื่องคุณภาพของวัตถุดิบเป็นหลัก ทุกอย่างต้อง premium/ grade A เท่านั้น ซึ่งนัทก็เชื่ออย่างงั้นนะคะ เพราะไม่ว่าจะเป็นเนื้อ แซลมอน เนื้อแกะ นู่นนี่ต่างกะสดอร่อย ไม่มีกลิ่นเลยค่ะ  ถ้าเพื่อนๆตัดสินใจจะจัดงานแต่งงานที่นี่ และวางเงินมัดจำเรียบร้อยแล้ว เราสามารถเข้ามาชิมอาหารได้ด้วยนะ ส่วนตัวนัทว่านี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญมากเลย เพราะมันจะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าอาหารในงานอร่อยถูกปากจริงๆค่ะ 🙂
 
แต่ถ้าเพื่อนๆอยากนำ Food Stall เข้ามาเองอาจจะต้องผิดหวังหน่อยนะคะ เพราะทางโรงแรมไม่อนุญาตให้นำ Food Stall จากข้างนอกเข้ามา แต่ฟังเหตุผลแล้วนัทก็เห็นด้วยนะ เพราะทางโรงแรมไม่อนุญาติก็เพราะเค้าตั้งใจที่ control quality ของอาหารทุกอย่างที่ตกถึงท้องของแขกที่มาโรงแรมค่ะ
 

Technical Support

ทางโรงแรมมีอุปกรณ์เทคนิคจำเป็นๆเตรียมไว้ให้เราเรียบร้อยหมดแล้วล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไมค์ ไฟ follow (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนะคะ ถ้าสนใจสอบถามทางทีมโรงแรมน๊า) จอ LCD ใหญ่ยักษ์ทั้งในห้อง Grand Ballroom และ Sora  รวมไปถึงบริการ Stand Sound System ด้วยค่ะ ซึ่งทางโรงแรมตั้งใจ service ทุกอย่างอย่างเต็มที่ มีทีม stand by ดูแลแสง สี เสียงให้ประจำงานค่ะ สาวๆสบายใจได้เลย

อะไรคือจุดเด่นของ The Okura Prestige Hotel?

จากการเดินสำรวจมุมโน้นมุมนี้ของโรงแรมจนทั่ว นัทว่าจุดเด่นนึงของการจัดงานแต่งงานที่นี่ก็คือเพดานของห้อง Grand Ballroom ที่สูงโปร่งมาก กับ Chandelier ที่ดูหรูหรา สวยแบบ modern นี่แหล่ะค่ะ อีกอย่างนึงก็คือโรงแรม Okura เพิ่งเปิดที่ไทยได้ไม่นาน มันเลยไม่ได้มีมุมไหนที่เราเคยเห็นผ่านตาซ้ำไปซ้ำมาจากงานอื่นๆ สำหรับนัททุกมุมเลยดู special ไปหมดเลย แถมโรงแรมยังตั้งอยู่กลางเมือง มีรถไฟฟ้าเชื่อมต่อพอดี ทุกอย่างเลยดูสะดวกสบายไปหมดเลยค่ะ
​ถ้าถามนัทว่าโรงแรมนี้เหมาะกับคู่บ่าวสาวแนวไหน ส่วนตัวนัทคิดว่าน่าจะเหมาะกับคู่ที่อยากจัดงานในสถานที่ที่มั่นในเรื่องของ quality of service  ชอบความหรูหราแบบ modern ไม่เน้นความฟรุ้งฟริ้ง ไม่ชอบการตกแต่งแบบไทยๆ หรือแบบหลุยส์ๆ ที่นี่น่าจะตอบโจทย์ได้ดีเลยล่ะค่ะ  แต่จุดนึงที่เพื่อนๆอาจจะต้องดูก็คือ budget การจัดงานแต่งงานของเพื่อนๆนี่แหล่ะค่ะ คงต้องดูว่าเรามีงบสำหรับสถานที่แต่งงานเท่าไหร่ เพราะ minimum spending ของที่นี่อยูีที่ประมาณ 600,000 บาทค่ะ

อ่านมาถึงตรงนี้น่าจะมีเพื่อนๆหลายๆคนเริ่มใสนใจจัดงานแต่งงานที่นี่แล้วใช่ม๊า ^-^  จะบอกว่าเค้ากำลังจะมีงาน Wedding Showcase ในวันที่ 1-2 April 2017 (10.00 – 19.00) นะคะ ลองแวะไปดูสถานที่จริงกันก่อนก็ได้ค่ะ  คุณนพบอกนัทว่างานครั้งนี้จัดยิ่งใหญ่เลย เพราะถือเป็นการฉลองครบรอบ 5 ปีของทางโรงแรม เค้าเลยมีกิจกรรมน่าสนใจหลายอย่างเลยล่ะ อันที่เป็น highlight เลยก็น่าจะเป็นงานเดินแบบแฟชั่นโชว์ของ Something Sacred ที่เป็นแบรนด์ชุดแต่งงานญี่ปุ่นแบรนด์แรกในไทยเลย  นัทเห็นเค้ามีโปรโมชั่นพิเศษหลายอย่างสำหรับคนที่จองในงานด้วยล่ะ ยังไงเพื่อนๆลองเข้าไปดูรายละเอียดใน link นะคะ 🙂 (https://www.facebook.com/events/766784770152565/)