จัดงานแต่งงานแนว Vintage ที่ “Hotel Muse Bangkok”

วันนี้โรงแรม Hotel Muse ชวนนัทไปเที่ยวงาน Wedding Fair ของทางโรงแรมมาค่ะ  ขอสารภาพตามตรงว่าตัวนัทเองไม่เคยเข้าไปที่โรงแรมนี้เลย แถมนัทก็ไม่เคยมีเพื่อนๆคนรู้จักจัดงานแต่งงานที่นี่อีกตะหาก นัทเลยใจง่ายตกปากรับคำไปเที่ยวที่งาน Wedding Fair ของทางโรงแรม จะได้มาเขียนเป็น review ให้เพื่อนๆได้อ่านกันค่ะ 🙂

hotelmuse3

การไป Hotel Muse ในวันนี้ทำให้กรอบความคิดเกี่ยวกับการจัดงานแต่งงานในโรงแรมของนัทเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจริงๆค่ะ 555  นัทรู้สึกเหมือนวันนี้ได้กลับไปเรียนวิชาประวัติศาสตร์  ได้เที่ยวย้อนยุคกลับไปสมัยยุครุ่งเรืองของยุโรปอะไรประมาณนั้น เบบี๋น้อยในพุงกลมๆของนัทถึงกะดิ้นดุ๊บๆๆตลอดเวลา คาดว่าเบบี๋คงจะตื่นเต้นไปกับรูปรสกลิ่นเสียงแสงสีต่างๆนานาที่มันช่างแตกต่างจากการใช้ชีวิตประจำวันของนัทกับคุณลุงอย่างสุดขั้วจริงๆ

 

LOCATION

HotelMuse1

Hotel Muse Bangkok เป็นโรงแรมในเครือ Accor จัดอยู่ในกลุ่ม  Luxury Hotel ระดับ 5 ดาว เปิดทำการมาได้ประมาณ 5 ปีแล้วค่ะ  ตัวโรงแรมตั้งอยู่ในซอยหลังสวน  ถ้าเพื่อนๆเลี้ยวเข้าถนนหลังสวนที่มีตึก Mercury สีแดงแปร๊ดดอยู่ตรงหัวมุม ตรงข้ามกับโรงเรียนมาแตร์เดอี เพื่อนๆก็ขับเลยเข้าไปอีกประมาณ 350 – 400 เมตร  โรงแรมจะอยู่ซ้ายมือค่ะ จริงๆอยู่ในระยะ walking distance จากสถานทีรถไฟฟ้าชิดลมเลยนะคะ  จุดสังเกตก็คือฝั่งตรงข้ามโรงแรมจะมี office ของธนาคาร CIMB อยู่  ตัวตึกของโรงแรมเป็นสีดำขรึม ตัดกับแนวต้นไม้สีเขียวนำเข้าสู่อาคารจอดรถค่ะ

hotelmuse2

 

PARKING

HotelMuse67

อาคารจอดรถของที่นี่อยู่ในร่มเรียบร้อยดี ไม่ต้องกลัวแขกเปียกฝนค่ะ แถมในตัวอาคารก็ค่อนข้างใหม่ ไฟสว่างไสวดูปลอดภัยสบายใจได้ แต่ด้วยความที่โรงแรมนี้ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตบิ้กบึ้ม ที่จอดรถก็เลยจุได้ไม่ค่อยเยอะค่ะ  คุณเฟิร์น PR ของทางโรงแรมแจ้งว่าจุได้ประมาณ 60 คันเอง  แต่ว่าทางโรงแรมก็แก้ไขปัญหาเรื่องที่จอดรถให้แขกด้วยบริการ Valet ค่ะ  โดยทางโรงแรมจะเอารถไปจอดที่จอดรถของธนาคาร CIMB ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามให้แขกของทางโรงแรมค่ะ

 

RECEPTION AREA

หลังจากที่จอดรถเรียบร้อยกดลิฟต์มาที่ lobby ของทางโรงแรม  สิ่งที่เพื่อนๆได้เจอจะไม่ใช่พื้นที่กว้างขวางโอ่โถงสว่างไสวไปด้วยโคมไฟแชนเดอเลียหรืออะไรก็ตามที่เราคาดการณ์ว่าจะเห็นในโรงแรมเลยค่ะ  เพราะพอนัทก้าวเท้าเข้าไปถึงตัว Lobby ของโรงแรม นัทรู้สึกเหมือนตัวเองย้อนยุคกลับไปในยุโรปสมัยก่อน นี่ถ้านัทใส่กระโปรงสุ่มบานๆ ใส่หมวกประดับขนนก พร้อมถือกระเป๋าเดินทางแบบ vintage มันจะเข้ากับสถานที่มาก 555  เพราะทั้งแสงสลัวๆ กลิ่น การตกแต่ง การแต่งตัวของพนักงาน ทุกอย่างช่างดูเหมือนหลุดออกมาจากหนังเรื่อง Gastby หรือเรื่อง Titanic อะไรอย่างงั้นเลยค่ะ

HotelMuse4

พอนัทได้คุยกับคุณเฟิร์น PR ของทางโรงแรม ก็เลยยิ่งตอกย้ำความมั่นใจว่านัทไม่ได้เวอร์ไปเองนะคะ เพราะคุณเฟิร์นก็เล่าให้นัทว่าแรงบันดาลใจในการตกแต่งทุกส่วนของทางโรงแรมได้มาจากยุค 1920 ค่ะ  ซึ่งยุคนั้นเป็นยุครุ่งเรืองของทางยุโรปเลย กำลังเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟู ชนชั้นสูงออกมาท่องเที่ยวยามราตรี จริงๆเป็นยุคเดียวกันกับตอนที่รัชกาลที่ 5 ของเราเสด็จประพาสยุโรปเลยค่ะ เพราะฉะนั้นการตกแต่งต่างๆนานาเลยออกไปเป็นแนว neo-industrial มีโครงเหล็กประกอบอยู่ในหลายๆส่วนเพื่อสื่อถึงความเป็นยุคอุตสาหกรรม industrial แต่ก็แฝงไปด้วยรายละเอียดการตกแต่งแบบ vintage ต่างๆนานาที่สื่อถึงยุคทองรุ่งเรืองของทางยุโรป แถมยังมีกลิ่นไอของตะวันออกนิดๆ เช่นหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสที่ลงหน้าปกเรื่องรัชกาลที่ 5 ของไทยเสด็จถึงยุโรปอะไรแบบนี้ค่ะ

HotelMuse5

hotelmuse6

HotelMuse7

HotelMuse8

ที่ Hotel Muse มีห้องที่สามารถจัดงานแต่งงานได้ทั้งหมด 3 ห้องด้วยกันนะคะ คือ Medici Kitchen&Bar ที่ตั้งอยู่ชั้น Lower Ground Floor   ห้อง The Speakeasy ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 24-25 ของทางโรงแรม และห้อง Babette’s ที่ตั้งอยู่ชั้น 19 ค่ะ

 

Medici Kitchen&Bar

hotelmuse68

ห้อง Medici Kitchen&Bar เป็นห้องแรกที่คุณเฟิร์นพานัทไปเที่ยวชมค่ะ  จริงๆ Medici เป็นห้องอาหารอิตาเลียนของทางโรงแรมค่ะ  แต่ก็สามารถเคลียร์พื้นที่จัดเป็นงานแต่งงานได้  ซึ่งทางโรงแรมก็สามารถรองรับได้ทั้งการจัดแบบ International Cocktail และแบบ Sit-down Dinner ค่ะ  ถ้าเพื่อนๆเลือกจัดแบบ International Cocktail ก็จะจุคนได้ประมาณ 120 คน   และก็ไม่ถึง 100 คนถ้าเลือกจัดแบบ Sit-Down dinner

hotelmuse9

hotelmuse10

HotelMuse11

HotelMuse12

ที่ห้อง Medici Kitchen&Bar จะมีเพดานที่ค่อนข้างต่ำ ไม่ได้มีแชนเดอเลียอะไรทั้งสิ้นนะคะ เพราะฉะนั้นเพื่อนๆที่มองหาห้องแบบหวานๆเจ้าหญิงๆ ที่นี่ไม่น่าจะตอบโจทย์เลยล่ะ  แต่ว่าถ้าเพื่อนๆชอบความดิบๆ เก๋ๆเหมือนแอบไปเที่ยวคลับในยุโรป ไม่เครียดเรื่องความโอ่โถง ไม่ต้องมีไฟหรูหราฟู่ฟ่า ดอกไม้ฟรุ้งฟริ้ง ไม่ซีเรียสว่าจะต้องมีจุดวาง backdrop ใหญ่ๆ ที่นี่น่าจะตอบโจทย์ได้อยู่เหมือนกันนะคะ  เพราะห้องนี้จะเน้นโทนสีดำๆน้ำตาลๆตัดกับโครงเหล็กโค้งๆตามกรอบประตู ลิฟต์ เพดาน

HotelMuse13

hotelmuse14

HotelMuse18

HotelMuse19

คุณเฟิร์นเล่าให้ฟังว่า ห้องนี้ได้แรงบันดาลใจในการตกแต่งมาจากตระกูล Medici แห่งอิตาลีค่ะ  Medici เป็นตระกูลมาเฟียผู้มั่งคั่งร่ำรวยมีอำนาจมากในยุคนั้น  การตกแต่ง และเมนูอาหารเด่นๆเลยให้กลิ่นไอความเป็นอิตาลีหน่อยๆ แถมด้วยความขรึมๆเท่ห์ๆคูลๆแบบมาเฟียอิตาลีค่ะ   มีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในห้องเต็มไปหมด  อันที่นัทชอบมากที่สุดคือประตูเหล็กๆที่ไว้กั้นเป็นห้อง private room ค่ะ   ตัวประตูสองด้านจะมีป้ายชื่อติดไว้ด้วยนะ ฝั่งนึงชื่อ Lorenzo  อีกฝั่งชื่อ Caterina  ซึ่งเป็นชื่อคนจริงๆในยุคนั้นน๊า  สองคนเนี้ย เค้ารักกันสุดๆ แต่ว่าตระกูลของทั้งสองเป็นคู่อริกัน ความรักของทั้งสองเลยถูกกีดกันค่ะ Y-Y  อารมณ์เดียวกะเรื่อง Romeo & Juliet เลย   ทางโรงแรมเลยเอาตำนานเรื่องนี้มาใส่รายละเอียดลงไปในห้อง  เพราะเวลาที่เลื่อนบานประตูสองด้านมาบรรจบกัน ก็เหมือนกับสองคนนี้ได้ครองรักคู่กันไงคะ 🙂

hotelmuse20

hotelmuse21

hotelmuse22

hotelmuse23

hotelmuse24

hotelmuse25

HotelMuse26

HotelMuse27

HotelMuse28

HotelMuse29

HotelMuse30

HotelMuse31

อีกจุดเด่นนึงของการจัดงานที่นี่ก็คือ  การที่เราสามารถ DIY Cocktail ตาม theme งานได้ด้วยค่ะ  เพียงแค่เราคุยกับทางโรงแรม และบาร์เทนเดอร์ไว้ ว่า theme งานเราจะไปประมาณไหน มีโทนสีอะไร story ประมาณไหน แล้วทางบาร์เทนเดอร์จะออกแบบเครื่องดื่มมาให้เลย นัทขอลองชิมไปแก้วนึงแบบไม่ใส่ alcohol request ขอ theme วิตามินซีให้ว่าที่คุณแม่แต่ต้องแฝงไปด้วยความสดใสซาบซ่าร่าเริง  น้องเค้าก็อุตสาห์เสกเครื่องดื่มตอบโจทย์ให้นัทได้อีกแหน่ะ อร่อยสดชื่นไปเลยค่ะ 55 🙂

HotelMuse15

HotelMuse16

HotelMuse17 

The Speakeasy

ทีนี้เราขึ้นมาเที่ยวกันต่อที่อีกห้องจัดงานของทางโรงแรมที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 24 ของทางโรงแรมค่ะ  โดยเพื่อนๆสามารถเลือกได้ว่าจะจัดแค่ที่ชั้น 24 หรือจะควบสองชั้นไปที่ roof top ชั้น 25 ด้วยก็ได้ค่ะ  ถ้าจัดงานแบบสองชั้นเลยจะจุแขกได้ประมาณ 200 คนค่ะ

hotelmuse32

ถ้าห้อง Medici Kitchen&Bar แหวกแนวความคิดงานแต่งงานทั้งหมดไปแล้ว  ห้อง Speakeasy ยิ่งฉีกกฎการจัดงานแต่งงานไปกันใหญ่เลยค่ะ  เพราะตัวห้องเองจะมีแบ่งย่อยๆเป็นโซนหลากหลายให้อารมณ์ต่างกัน มีทั้ง zone ที่ให้ความรู้สึกขรึมๆ เหมือนเราแอบไปเที่ยวคลับใน New York สมัยก่อนที่มีชนชั้นสูงแต่งตัวสวยๆ แต่งหน้าเปรี้ยวๆ ผู้ชายแต่งชุดเท่ห์จริงจังออกมาท่องราตรี สังสรรจิบเหล้า ดื่มแชมเปญ สูบ Cigar   มี Zone ที่เป็นกระจกใสๆมีเก้าอี้ให้นั่งคุย แต่ก็ยังไม่ทิ้งไอแบบยุค Gatsby แถมยังมีส่วนระเบียงด้านนอกที่ปูพื้นหญ้าสีเขียวพร้อมบาร์ด้านนอกให้ออกมานั่งดื่ม ชิลกับบรรยากาศ outdoor สบายๆได้อย่างเต็มที่

hotelmuse33

HotelMuse34

HotelMuse35

hotelmuse36

hotelmuse37

hotelmuse38

hotelmuse39

hotelmuse40

hotelmuse41

นัทถามคุณเฟิร์นว่าห้อง The Speakeasy นี่ได้แรงบันดาลใจมาจากตระกูลอะไรอีกรึเปล่า มันดูลึกลับมี story อะไรซะอย่างแน่ๆ นัทมั่นใจ 555 ซึ่งนัทก็คาดการณ์ไม่ผิดจริงๆด้วยค่ะ เพราะที่ The Speakeasy เนี่ยได้แรงบันดาลใจมาจาก New York ในยุค 1920 จริงๆค่ะ  ซึ่งยุคนั้น การเปิดร้านขายเหล้า ขายเครื่องดื่ม Cigar อะไรพวกนี้ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายอยู่เหมือนกันนะ   แต่ว่าก็มีร้านที่ชื่อ The Speakeasy ใน New York นี่แหล่ะ ที่แอบเปิดลับๆในยุคนั้น เ ป็นที่รู้กันในหมู่ของนักเที่ยวยามค่ำคืนเลยค่ะ อารมณ์แบบแอบขายเหล้าแบบท้ากฎหมายอะไรงี้  ซึ่งไม่ใช่ว่าตำรวจจะไม่รู้นะ  ตำรวจก็รู้ด้วย  แต่ก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่  ไม่แน่ใจว่าเพราะได้สินบนอะไรหรือเปล่า 55  เลยเป็นที่มาของคำว่า Blind Pig ค่ะ เหมือนหมูปิดตาไว้ข้างนึงอะไรแบบนี้  ซึ่งทางโรงแรมก็เอาเรื่องนี้มาใส่กิมมิคเข้าไปในห้องอีก โดยมีโซนที่ชื่อว่า Blind Pig Cigars & Secrets ตรงนี้จะเป็นห้องสูบ Cigar ค่ะ ดูมืดๆขรึมๆแต่งแบบ vintage สุดๆ  เดินไปอีกห้องก็จะเป็นโซฟาหนังสีน้ำตาลเข้มๆ ห้องมืดๆสลัวๆ นั่งจิบไวน์ จิบวิสกี้ คุม theme ตามเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจของห้องเลยค่ะ

hotelmuse42

hotelmuse43

hotelmuse44

แต่ความลึกลับยังไม่หมดแค่นี้ เพราะที่ The Speakeasy ยังมีประตูลับด้วยนะ ดูเผินๆเหมือนจะเป็นกำแพงวาดลวดลายธรรมดา แต่จริงๆมันคือประตูลับที่เปิดไปสู่บันไดมืดๆนำสู่ชั้น rooftop ของทางโรงแรมค่ะ  ถ้าเพื่อนๆเลือกจัดงานมาที่ชั้นนี้ด้วย แขกในงานก็สามารถเดินขึ้นไปชิลบนชั้นดาดฟ้าได้เลย  บรรยากาศดีมากๆเลยค่ะ มีที่ให้นั่งชิลเยอะเลย แถมมีบาร์เครื่องดื่มบนนี้เสร็จเรียบร้อย แขกจะได้ไม่ต้องขึ้นๆลงๆระหว่างชั้น 24-25 เพื่อไปที่บาร์เครื่องดื่มค่ะ  ตอนแรกนัทเห็นเป็น roof top นัทก็กลัวว่าถ้าฝนตกจะทำไง แล้วไหนจะอากาศร้อนๆอีก  คุณเฟิร์นเลยรีบแจ้งว่าไม่ต้องกลัวเรื่องฝนนะ เพราะเค้ามีผ้าใบใสๆสามารถเลื่อนปิดครอบได้บนกันฝนได้สบายๆ  และถ้าร้อนก็จะมีห้องติดแอร์เป็นโดมเล็กๆ 3 โดมให้แขกเข้าไปนั่งในห้องแอร์ได้ค่ะ

HotelMuse45

HotelMuse46

HotelMuse47

HotelMuse48

HotelMuse49

hotelmuse50

 

Babette’s

HotelMuse64

อีกห้องที่จัดงานได้ก็คือห้อง Babette’s ซึ่งเป็น Steakhouse ขึ้นชื่อของทางโรงแรมค่ะ  โดยห้องนี้ได้แรงบันดาลใจมากจากหนังเรื่อง Boardwalk Empire ซึ่งเป็นหนังแนวๆมาเฟียของอเมริกา  theme การตกแต่งของห้องเลยดูหรูหราแบบขรึมๆแนวมาเฟียๆหน่อย เก้าอี้หนังดูโอ่อ่า อารมณ์เหมือนแก๊งค์มาเฟียแบบหรูๆรวยๆมานั่งคุยกัน มีเพลง Jazz คลอ เคล้าการจิบแชมเปญอะไรเทือกนั้น  ห้องนี้อาจจะจุคนได้ค่อนข้างน้อยนะคะ ประมาณ 50-60 คนเอง ไม่น่าจะเหมาะจัดงานกลางคืนเท่าไหร่ อาจจะเป็นพิธีตอนเช้าแบบเก๋ๆ หรือสองครอบครัวนัดมาคุยกันเรื่องสินสอดอะไรประมาณนั้น  หรือเป็น sit-down dinner สำหรับคนใกล้ชิดจำนวนไม่เยอะอะไรงี้ค่ะ

HotelMuse65

ที่ห้อง Babette’s นี้ก็มี story เบื้องหลังเหมือนกันนะ  คือเค้าเล่าถึงเรื่องราวของสองมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ในหนังเรื่อง Boardwalk Empire  คือ Al Capone  กับ O’ Banion  ซึ่งสองคนนี้เป็นคู่อริกันไม่ถูกกันสุดๆ  ทางโรงแรมเค้าเลยเอาเรื่องนี้มาใส่กิมมิค โดยการจัดห้อง Private Room ไว้สองห้อง ชื่อห้อง Al Capone กับห้อง O’ Banion อารมณ์เหมือนจับแกสองคนแยกห้องกันไว้เลยนะจ้ะ ได้ไม่ต้องตีกัน 555 🙂

HotelMuse66

 

นอกจาก 3 ห้องที่นัทได้ไปเที่ยวเยี่ยมชมแล้ว คุณเฟิร์นเลยชวนนัทไปเดินดูห้องอื่นๆของทางโรงแรมด้วยค่ะ ซึ่งทางโรงแรมก็ช่างคุม theme มี story ให้นัทตื่นเต้นตลอดทุกจุดเลยจริงๆนะ  อย่างชื่อห้อง type ต่างๆของทางโรงแรมเองก็มีทั้งหมด 6 แบบ ตั้งชื่อตามสวรรค์ 6 ชั้นในไตรภูมิพระร่วงเลย  จะชั้นดุสิต ชั้นนิมมาน  ชั้นปรนิมอะไรมีครบหมดค่ะ  ยิ่งห้องไฮโซเวอร์วังแค่ไหน ก็เป็นชื่อสวรรค์ชั้นที่สูงขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง ถ้าเพื่อนๆจัดงานที่นี่ เค้าก็จะมี range ว่า ถ้า minimum spending ถึง 300,000 ได้อยู่ห้อง type Dusit Duplex ถ้าไปถึง 400,000 ก็จะได้อยู่ห้อง type Nimman Suite ในคืนวันงานค่ะ  ซึ่งความเก๋ก็คือ ทางโรงแรมจะปักชื่อบนหมอนไว้ให้  ใบนึงเป็นชื่อเรา อีกใบเป็นชื่อแฟน แล้วก็เอากลับบ้านได้เลยค่ะ ^_^

HotelMuse57

HotelMuse58

HotelMuse59

HotelMuse60

hotelmuse61

HotelMuse62

HotelMuse63

แต่คุณเฟิร์นเล่าให้ฟังว่า ถ้าเพื่อนๆจองจัดงานแต่งงานในงาน Wedding Fair ของทางโรงแรม เค้าจะ upgrade ให้พักห้อง Penthouse เลย  ซึ่งเป็นห้องขนาดใหญ่ และหรูหราสุดของทางโรงแรม  ปกติราคาคืนนึงแพงเวอร์วังมากกกกกก ประมาณ 30,000++ต่อคืน แต่ในห้องก็มีครบครันนะ  แบบโซนนั่งชิลพักผ่อน อ่างจากุซซี่ส่วนตัว  ห้องทำสปาส่วนตัว  ระเบียงใหญ่โตของตัวเองอะไรงี้  ถ้าเพื่อนๆสนใจลองสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ทางโรงแรมนะคะ

HotelMuse51

HotelMuse52

HotelMuse53

HotelMuse54

HotelMuse55

HotelMuse56

อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆอาจจะลืมไปแล้วว่าเรากำลังอยู่ใน Wedding Campus นะ เพราะนัทไม่ค่อยได้เล่าอะไรเกี่ยวกับงานแต่งงานเลยใช่ม๊า แต่นั่นก็เป็นเพราะนัทมองว่าจุดเด่นของการจัดงานที่นี่คือ story ที่สอดแทรกในการตกแต่งของทางโรงแรมค่ะ มันมีเรื่องราวนู่นนี่เชื่อมโยงเต็มไปหมด  นัทเดินดูนู่นนี่จนลืมไปเลยว่าตัวเองกำลังท้องนะ ไม่ควรเดินเยอะ  555 แต่มันก็สนุกตื่นตาตื่นใจจริงๆนะ เป็นการมาดูสถานที่แต่งงานที่ unique สุดๆของที่สุดเลยค่ะ  ทั้งสีการตกแต่งที่ออกมามาโดนดำๆขรึมๆ มีเหล็กๆเป็นองค์ประกอบ ไม่ได้มีแชนเดอเลียหวานๆ เพดานไม่สูง ไม่มีแสงส่องวิบวับสว่างไสว

hotelmuse25

ทีนี้คำถามก็คือ แล้วที่นี่เหมาะกับการจัดงานแต่งงานแบบไหน นัทตอบได้เลยว่า เหมาะกับคนที่ไม่ยึดติดกับแบบแผนของการจัดงานแต่งงานที่เราคุ้นตา ไม่ได้ซีเรียสว่าเจ้าสาวต้องหวาน ต้องมีดอกไม้เยอะๆ ต้องกุ๊กกิ๊กน่ารัก ต้องกระโปรงสุ่มยาว เพราะทั้งหมดนี้ไม่เข้ากับสถานที่เลยจริงๆค่ะ  นัทนึกไม่ออกเลยว่านัทจะใส่ชุดเจ้าสาวของตัวเองในห้องจัดงานที่นี่ได้ยังไง เดินไปไหนกระโปรงคงเกี่ยวนู่นนี่ หรือไม่ก็พองเกินที่จะเข้าประตูห้องลับต่างๆได้  แต่ถ้าเพื่อนๆเป็นคนที่ต้องการความวัยรุ่นขั้นสุด  เหมือนไปเที่ยว night club ดื่มกินเหล้ากับเพื่อนๆ  theme งานเป็นแบบย้อนยุค  Gatsby หน่อยๆ ชุดแต่งงานแบบเก๋ๆไม่ใช่กระโปรงบานๆ นัทว่าที่นี่น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอีกที่นึงเลยนะคะ เพียงแต่ว่าเพื่อนๆคงต้องพาคุณพ่อคุณแม่มาดูสถานที่จริงซะหน่อยว่าท่านจะโอเคกับแนวนี้รึเปล่าค่ะ ไม่แน่ คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นตาตื่นใจไปกับการตกแต่ง และเรื่องเล่าต่างๆของทางโรงแรมก็ได้น๊า เหมือนกับที่นัทกับคุณลุงที่รู้สึกเหมือนย้อนยุคกลับไปเที่ยวในหนังสมัยก่อนงัยคะ 🙂

 

 

23 Responses

  1. Skylady Wanchaijiraboon

  2. Don Nophadon Yannapod

  3. Boom Thitima รรเทองะ

  4. Kob Kero ดูไว้ๆๆเพื่อเป็นเเนว 555

  5. Ploypatchara Ponusit fo r your party

  6. Khanom PooYfaiน่ารักดี

  7. Wasina Chun Sriworarak น่ารักดีพี่ชุน

  8. I think posts about are fab who agrees?

  9. Penut Supanan