เตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปงาน Wedding Fair

posted in: Wedding 101 | 0

ตอนช่วงที่นัทเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะแต่งงานใหม่ๆสดๆร้อนๆเนี่ย ตอนนั้นมันมีงาน Wedding Fair ที่ Impact พอดีเลยค่ะ ในหัวนัทก็มโนเรียบร้อยว่า งาน Wedding Fair คงเหมือนงานสัปดาห์หนังสือที่มีร้านเยอะแยะ เราก็ไปเดินสนุกๆ เลือกดูนู่นนี่นั่นตามสบาย คนอาจจะเยอะหน่อย แต่ก็น่าจะเป็นการเดินเล่นแบบชิลๆ ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรไปมากมาย แค่ไปเปิดหูเปิดตาก็พอ คิดได้แบบนี้ก็เลยชวนคุณลุงขับรถไป Impact โลด ไม่มีการเตรียมตัว ไม่มีการทำการบ้านใดๆ ไม่ได้ปรึกษาเพื่อน หรืออ่านเนทอะไรทั้งสิ้น ลากคุณลุงไปแบบยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเองว่ากำลังจะเจออะไรข้างหน้า 55

 

พอถึงหน้างาน นัทก็เริ่มเอะใจละ ว่าทำไมคนไม่ค่อยเยอะแบบงานหนังสือเลยเนอะ  แต่ก็คิดในแง่ดีว่าอาจจะเป็นเพราะเราไปเช้าเกินไป  คนน้อยก็ดี ได้ค่อยๆเลือกดูเลือกนู่นนี่ชิลๆไม่อึดอัด ว่าแล้วก็จูงมือคุณลุงเดินเข้าไปอย่างมาดมั่นมั่นใจ วะฮ่ะฮ่า

 

พอเริ่มเข้าไปล๊อคแรก น้องพนักงานร้านแรกเลยก็เดินกุลีกุจอเข้ามาหาถึงตัว ชักชวนให้เข้าไปในร้าน พร้อมยื่นใบปลิวให้ แต่พอดีนัทดูรูปหน้าร้านแล้วไม่ค่อยใช่แนวก็เลยไม่ได้หยุดคุย หรือเข้าไปในบูธ ก็เลยเดินต่อไปเฉยๆไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร ก้มมองใบปลิวในมือเฉยๆพร้อมก้าวเดินต่อ แต่ยังไม่ทันจะได้เงยหน้าจากใบปลิวร้านแรก ก็เจอพนักงานร้านที่สองมาดักข้างหน้า พร้อมพยายามดึงให้เข้าร้าน ตอนนั้นนัทเริ่มรู้สึกประหลาดละ มันต้องเข้าถึงตัวขนาดนี้เลยเรอะ พยายามจะปฏิเสธน้องว่าเดี๋ยวขอดูทั่วๆก่อนนะคะ แต่น้องพนักงานบอกว่า เนี่ยราคาโปรวันนี้เด็ดมาเลยค่ะ พี่เข้ามาดูรายละเอียดก่อนนะคะ นู่นนี่ นัทเลยหันหลังไปขอความคิดเห็นจากคุณลุง แต่ปรากฏว่าคุณลุงโดนน้องพนักงานบูธตรงข้ามลากตัวไปแล้วจ้า คุณลุงส่งสายตาปริบๆขอความช่วยเหลือ นัทเลยรีบหันออกจากร้านที่สองข้ามไปหาคุณลุงแทน ได้ยินน้องพนักงานพูดประโยคเดียวกันเลยว่า ราคาโปรมีแค่วันนี้วันเดียว มีของแถมอีกเพียบนู่นนี่  กว่าจะขอตัวออกมาได้นี่แทบแย่ น้องพนักงานพูดกล่อมไม่หยุดเลย

พอหนีออกมาจากร้านนี้ได้ นัทกับคุณลุงเหมือนไม่ต้องพูดอะไรกันแต่ใจสื่อถึงกันได้ว่า เราจะก้มหน้าก้มตาเดินไม่พูดกับใครแล้วนะ น่ากลัวมาก 555  สภาพวันนั้นเลยกลายเป็นลุงกับป้าสองคนเดินเกาะกันแน่นตัวลีบ ไม่สบตาใคร ระหว่างทางเดินมีคนคอยเรียกให้เข้าไปดูงาน ยื่นใบปลิว ตะโกนคำว่าราคาพิเศษสุดๆๆตลอดทาง มันไม่ได้ให้ feel แบบปลอดภัย แต่เหมือนเราเป็นนกน้อยที่กำลังถูกไล่ล่าในป่าอันกว้างใหญ่ หน้าตาตื่นกลัวหวาดหวั่นตลอดเวลา สรุปแล้วนัทกับคุณลุงเลยรีบเดินวนๆๆแล้วก็ออกมานอกงานภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เฮ้อ!

weddingfair2

วันนั้นนัทเลยสรุปกับตัวเองได้ว่า การเดิน Wedding Fair มันน่ากลัวกว่าที่คิด เราไม่ได้ไป shopping สนุกๆแบบที่คิด แต่เหมือนเราเป็นคนที่ถูกร้านค้าต่างๆจ้องเป็นเป้าหมายให้เค้าซื้อมากกว่า แง๊ Y-Y  แต่พอได้ไปคุยกับเพื่อนๆหลายคนที่ไปงาน Wedding Fair มาเค้าก็ดู happy ดี เพราะไปคราวเดียวได้หลายอย่างพร้อมกัน จบๆไปรวดเดียวอะไรงี้ นัทเลยต้องมานั่งทบทวนใหม่ว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้นัทเดินงาน Wedding Fair แบบหวาดระแวงไม่มีความสุข แล้วก็พบคำตอบว่าจริงๆเป็นเพราะตัวนัทเองเนี่ยแล่ะที่ไม่ได้เตรียมตัวให้ดีพอค่ะ

 

นัทว่าการที่จะเดินงาน Wedding Fair ได้อย่าง effective มีประสิทธิภาพมันจะต่างจากการเดินงานหนังสือ หรือ shopping ทั่วๆไปตรงที่เราต้องทำการบ้านมาอย่างดีก่อน ไป window shopping คงจะไม่เหมาะกับงานประเภทนี้เท่าไหร่ค่ะ นัทเลยลองไปนั่งคิดดูว่า ถ้านัทต้องไปงาน Wedding Fair อีกรอบ นัทจะเตรียมตัวยังไงบ้าง  นัทเชื่อว่าการเตรียมตัว 5 ข้อด้านล่างน่าจะทำให้เพื่อนๆที่กำลังคิดว่าจะไป Wedding Fair ดีรึเปล่ามั่นใจมากขึ้นค่ะ 🙂

 

Know exactly what you are looking for

สิ่งสำคัญอันดับแรกเลยก็คือ เราต้องมีสติและรู้ใจตัวเองก่อนเลยค่ะว่าเราต้องการอะไรกันแน่ จะไป Wedding Fair เพื่อมองหาอะไร รวมทั้งจด Budget ที่มี และลิสต์สิ่งที่เราจอง/มัดจำไปแล้ว ทำเป็นโพยเลยค่ะ แล้วถือโพยของเราให้มั่นในวันงาน ไม่งั้นพอถึงเวลาที่เราอยู่ในงาน เราจะเจอแสงสีเสียงเร้าอารมณ์ขั้นสุด ร้านนู้นก็ดูดี ร้านนี้ก็ดูสวย สติจะกระเจิดกระเจิงอยากได้ อยากมีไปหมดทุกอย่าง นี่ยังไม่นับพลังอันแรงกล้าของน้องๆพนักงานในแต่ละบูธที่มีความสามารถในการพูดจาโน้มน้าวใจให้เราคล้อยตามได้ภายในไม่กี่นาทีอีกนะคะ  เพราะฉะนั้นก่อนจะตกลงปลงใจเข้าไปในบูธไหน หรือเซ็นต์สัญญาอะไรกับใคร ก้มมองโพยในมือตัวเองก่อนสักนิดน๊าว่านี่คือสิ่งที่เราต้องการจริงๆรึเปล่า อยู่ในงบของเรามั้ย หรือเป็นสิ่งที่เราจองเจ้าอื่นไปแล้วรึเปล่า ไม่งั้นเพื่อนๆอาจจะออกมาจากบูธแบบเบลอๆงงๆว่านี่คือจ่ายเงินมัดจำไปแล้วจริงๆเรอะ OMG!

 

List of Vendors to be at the Wedding Fair

สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เพื่อนๆเตรียมตัวได้ง่ายขึ้นก่อนไปงาน Wedding Fair ก็คือการทำการบ้านไปก่อนเลยค่ะ ว่ามีร้านไหนจะมาออกบูธในงานบ้าง ซึ่งส่วนมากใน website ของตัว Wedding Fair เค้าจะมี list ออกมาล่วงหน้ากันเกือบเดือนอยู่แล้วค่ะ เพื่อนๆจะได้รู้ว่า Wedding Fair ในครั้งนี้จะมีร้านแนวไหนบ้าง โรงแรม? ตากล้อง? Wedding Studio? ใช่สิ่งที่เราต้องการมองหามั้ย  แล้วมีร้านที่เราเคยเล็งๆไว้มาออกงานในครั้งนี้ด้วยรึเปล่า  ซึ่งการเช็ครายชื่อของ Vendors ที่จะมาออกงานจะช่วยให้เราเตรียมตัวในขั้นตอนถัดไปได้ดีขึ้นค่ะ

 weddingfair1

Do some research!

เมื่อเพื่อนๆรู้แล้วว่ามีใครจะมาออกงานบ้าง เพื่อนๆก็อาจจะเริ่ม Research โลดเลยค่ะ ลองเข้า facebook page/ website ดูผลงานของร้านต่างๆล่วงหน้าเลยว่ามีร้านไหนที่เข้าตา ถูกใจ เป็นสไตล์ที่เรากำลังมองหาอยู่รึเปล่า

พอ screen เสร็จแล้ว เพื่อนๆจะเริ่มให้คะแนนได้ละว่ามีร้านไหนที่เข้า top list ร้านที่แนวถูกใจเราบ้าง แล้วก็ลุยหา review เลยค่ะ ว่ามีคนที่เคยใช้บริการพูดถึงร้านนั้นๆว่าไงบ้าง มีเรื่องเสียๆหายๆให้ต้องระวังบ้างรึเปล่า

จริงๆนัทแอบคิดว่าสิ่งที่จะช่วยเพื่อนๆได้ดีเลยก็คือ ลองแวะไปดูที่ร้านเค้าจริงๆก่อนเลยก็ดีนะคะ ไปดูลาดเลาว่าที่ร้านเป็นยังไง ดูน่าเชื่อถือมั้ย สะอาดสะอ้านดีรึเปล่า ยิ่งเป็น Wedding Studio ด้วยแล้ว อาจจะลองไปส่องๆ survey ดูก่อนว่าเค้ามีชุดให้เลือกหลากหลายแค่ไหน ชุดเก่ามั้ย มีแบบที่เราชอบรึเปล่า เราสามารถลองได้หลายๆชุดรึเปล่า พนักงานพูดจายังไง กดดันเรามั้ย เพราะพนักงานคือคนที่เราจะต้อง deal งานด้วยอีกนานนะคะ  ถ้าเกิดบริการไม่ดี พูดจาไม่โอเค เพื่อนๆอาจจะต้องกุมขมับปวดหัวไปอีกนานในกรณีที่เลือกร้านนั้นจริงๆค่ะ

 

Check all details in the package/ contract

สมมติว่าเพื่อนๆทำการบ้านมาอย่างดีแล้ว มาในงานแล้วถูกใจ package กำลังจะตัดสินใจวางมัดจำหรือเซ็นต์สัญญาใดๆ ขอให้นางฟ้าฝ่ายดีดึงสติเรากลับมาปิ๊ง! แล้วหยุดคิดขอดูรายละเอียดต่างๆให้ดีก่อนนะคะ ค่อยๆไล่ดูว่ารายละเอียดทั้งหมดใน package มีอะไรบ้าง ได้ไม่ได้อะไร สิ่งที่น้องพนักงานพูดอธิบายมาว่าจะมีนู่นมีนี่มีระบุอยู่ในตัวสัญญามั้ย ถ้าไม่มีต้องกล้าถามเลยว่าทำไมถึงไม่ได้ระบุไว้ ไม่งั้นต้องเขียนเพิ่มเข้าไปแล้วมีลายเซ็นกำกับนะ ไม่งั้นสุดท้ายถ้าทางร้านปฏิเสธเราว่าไม่รวมอยู่ในสัญญานู่นนี่เราจะทวงสิทธิอะไรไม่ได้เลยค่ะ Y-Y

นอกจากนี้แล้ว ลองเชคดูในตัวสัญญาว่ามีเงื่อนไขอะไรที่เราต้องระวังรึเปล่า เช่นได้รูปแค่นี้เท่านั้น ที่เหลือต้องจ่ายเองหมด  หรือต้องจ่ายค่าทำอัลบั้ม ค่าทำกรอบรูปเพิ่ม? เลือกลองชุดได้แค่เท่านั้นเท่านี้ครั้ง ได้เฉพาะชุดที่ร้านกำหนดไว้ ไม่ได้ทั้งร้านรึเปล่า etc.  สรุปง่ายๆคือ ก่อนจะตกลงใจเซ็นต์สัญญาอะไร อ่านทุกตัวอักษร จะให้เล็กจิ๋วริ่วแค่ไหนก็ต้องอ่านนะคะ เพื่อประโยชน์ของตัวเราเองค่ะ 🙂

 

Keep Calm!

คำแนะนำสุดท้ายคือต้องใจแข็งค่ะ ห้ามใจอ่อนเด็ดขาด มีสติทุกช่วงเวลา ยึดมั่นชัดเจนว่าเราต้องการอะไร มองหาอะไร ใช่สิ่งที่ต้องการมั้ย ถ้าไม่ใช่ ยังไม่โดนใจ ก็ต้องใจแข็งกล้าปฏิเสธไปเลย อย่าสงสารน้องพนักงาน สงสารตัวเองก่อน 555   อีกเรื่องที่นัทได้ยินบ่อยๆคือ ราคา promotion แบบนี้คือลดสุดๆๆๆๆๆที่สุดของที่สุดแล้ว ไม่เคยลด ไม่เคยแถมอะไรแบบนี้ให้ใครมาก่อน ได้วันนี้วันเดียวจริงๆ นู่นนี่  ถ้าได้ยินแบบนี้ นัทขอให้เพื่อนๆตั้งสติ และตะโกนบอกตัวเองในใจว่า นี่คือวิธีการพูดโน้มน้าวใจปิดการขายของพนักงานทุกคน ถ้ามันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรือว่าเรายังไม่แน่ใจจริงๆ ก็ให้บอกปฏิเสธไป เพราะสมมติสุดท้ายแล้วเราไปตัดสินใจนู่นนี่ แล้วกลับมาที่บูธทีหลังอีกรอบ เพื่อนๆยังสามารถเจรจาต่อรองขอราคาที่เค้าเคยบอกเราไว้ได้อยู่แล้วค่ะ  ไม่ต้องกลัวน๊า  ^_^

อีกตัวช่วยนึงที่อยากแนะนำคือ ถ้าเพื่อนๆรู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนใจอ่อน ขี้เกรงใจ ไม่กล้าปฏิเสธ ให้พาเพื่อนอีกคนที่ใจแข็ง และสามารถฉุดกระชากลากถูให้เรามีสติได้ไปด้วยสักคนค่ะ เค้าจะได้คอยดึง คอยเตือนให้เราคิดก่อนจ่ายได้ค่ะ 🙂

 

ขอไฟล์เตรียมงานแต่งงาน:
E-mail:*
แต่งงานเดือน*
แต่งงานปี*