Review: จัดงานแต่งงานแบบ chic chic ที่โรงแรม Le Meridien Bangkok

ตอนนี้เวลานัทคุยเรื่องงานแต่งงานกับใคร สาวๆก็มักจะบอกนัทว่าไม่อยากจัดงานในโรงแรมที่ดูซุปเปอร์ formal แล้ว แต่อยากจัดงานที่มันดูเก๋ๆ ชิคๆ วัยรุ่นๆ ใกล้ชิดกับแขกที่มาร่วมงาน บรรยากาศไม่เป็นทางการเกินไป อารมณ์เหมือนอยู่ในบาร์เก๋ๆ หรือร้านอาหารน่ารักๆ แต่ปัญหาใหญ่ที่ทำให้เลือกสถานที่แต่งงานตามใจแบบนี้เป๊ะๆไม่ได้ก็เพราะคุณพ่อคุณแม่ยังอยากให้จัดงานอยู่ในโรงแรมที่น่าเชื่อถือ ดูหรูหน่อยๆจะได้ดูดีไม่อายแขกที่คุณพ่อคุณแม่เชิญมาร่วมงาน

lemeridien4

ถ้าเพื่อนๆมี dilemma นี้เหมือนกัน วันนี้นัทมีสถานที่จัดงานแต่งงานมาแนะนำเพื่อนๆค่ะ ซึ่งนัทว่าสถานที่นี้น่าจะตอบโจทย์เพื่อนๆที่อยากได้งานแต่งงานวัยรุ่นๆหน่อยแต่ก็ยังไม่ขัดใจคุณพ่อคุณแม่ สถานที่ที่ว่าก็คือ “Le Meridien Bangkok” ตรงถนนสุรวงศ์ค่ะ  เมื่ออาทิตย์ก่อนนัทกับคุณลุงได้แวะเข้าไปสอดส่องถ่ายรูปหลายๆมุมมาฝากเพื่อนๆ และก็สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากคุณมาร์ค (Sales Specialist Catering) มาทำเป็น review ฉบับไม่ลับ style Wedding Campus ให้เพื่อนๆได้อ่านกันค่ะ =)

 

Getting to know ‘Le Meridien Bangkok’

lemeridien1

 

โรงแรม Le Meridien Bangkok เป็นโรงแรมในเครือ Starwood Hotel ซึ่งเป็นเครือเดียวกับหลายๆโรงแรมที่นัทบอกชื่อไปเพื่อนๆคงจะร้องอ๋อเลย อย่าง Plaza Athenee หรือ Sheraton ค่ะ  ตัวโรงแรม Le Meridien Bangkok เองเนี่ย เค้าเพิ่งเปิดตัวได้มาประมาณ 6 ปีค่ะ แต่นัทเองก็ค่อนข้างคุ้นเคยกับโรงแรม Le Meridien อยู่แล้ว เพราะว่าบริษัทนัทมาจัด event บ้าง seminar ที่นี่บ้างอยู่บ่อยๆค่ะ

lemeridien2

lemeridien3

 

LOCATION

lemeridien5

โรงแรม Le Meridien ตั้งอยู่บนถนนสุรวงศ์ ที่ขนานไปกับถนนสีลมค่ะ เพราะฉะนั้นเลยสามารถมาได้จากหลายทาง ไม่ว่าจะมาจากเส้นพระรามสี่ มาจากถนนอังรีดูนังค์ ถนนสีลม หรือจะมาจากด้านสาทร ช่องนนทรีก็ได้ค่ะ  ทางด่วนที่ใกล้ที่สุดก็จะมีทั้งทางฝั่งปลายถนนสุรวงศ์เอง และทางด่วนตรงบ่อนไก่ ถนนพระราม 4 ค่ะ

ด้วยความที่โรงแรมอยู่ใจกลางเมืองมากๆ ซึ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือปัญหารถติดเนี่ยแหล่ะค่ะ แต่จากประสบการณ์มนุษย์ที่ใช้ชีวิตแถวสีลมมาตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียนตัวน้อยจนถึงวัยทำงานตัวโตอย่างนัท นัทว่าถนนสุรวงศ์รถยังไม่ติดนรกแตกเท่าเส้นสีลมกับสาทรนะคะ แต่ถ้าเพื่อนๆจะจัดงานเย็นวันธรรมดาก็อาจจะต้องมีการ flexible เรื่องเวลาเริ่มงานนิดหน่อย เผื่อเวลาให้แขกที่ผจญภัยกลางรถติดจนอาจจะมาไม่ทันเวลาเริ่มงานค่ะ

เอาจริงๆมันก็มีรถไฟฟ้าสถานีศาลาแดงอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเลยค่ะ แต่ด้วยความที่เราต้องเดินผ่าซอยสีลมเพื่อไปสุรวงศ์มันก็อาจจะไม่สะดวกสำหรับแขกที่แต่งตัวสวยๆมางานเราเท่าไหร่นะคะ ตอนที่ยังเย็นๆอยู่อาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ตอนงานเลิกค่ำมืดแล้วเนี่ย แถวนี้แอบน่ากลัวเล็กน้อยน๊า เพราะมันไม่ไกลจากพัฒน์พงศ์เท่าไหร่ ถ้าต้องเดินฝ่าซอยมาขึ้นรถไฟฟ้าอาจจะไม่ค่อยโอเคค่ะ ขับรถมาอาจจะเหมาะกว่า

PARKING

lemeridien6

 

สำหรับที่จอดรถของที่นี่เป็นที่จอดรถในร่มอยู่ใต้โรงแรมเลยค่ะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวเรื่องฝนฟ้าคะนอง หรือพลังแดดและรังสี UV จะมาทำลายผิวของแขกเราเลยค่ะ  และในที่จอดรถก็ค่อนข้างสว่างไสว แลดูปลอดภัย ทางโรงแรมมีที่จอดรถทั้งหมด 4 ชั้นคือ B1-B4 นะคะ แต่จะมีจองที่จอดรถ VIP ไว้ประมาณ 10 คันสำหรับให้บ่าวสาวและแขก VIP ไว้ที่ชั้น B1 ค่ะ

นัทลองสอบถามคุณมาร์คว่าที่นี่จอดรถจุได้ทั้งหมดกี่คัน ทางคุณมาร์คแจ้งว่าจอดได้เต็มที่ประมาณ 150-180 คันค่ะ  ซึ่งนัทมองว่ามันค่อนข้างจะน้อยไปซะหน่อยนะ คือเอาจริงๆที่โรงแรมนี้มีห้องจัดงานแต่งงานแค่ห้องเดียว เราก็ไม่ต้องไปลุ้นว่าจะจัดงานชนกับใครจนที่จอดรถทะลักรึเปล่า แต่ด้วย capacity ที่ค่อนข้างน้อย นัทมองว่าก็อาจจะเกิดปัญหาแขกที่มาช้าหน่อยหาที่จอดรถไม่ได้  นัทเลยลองถามคุณมาร์คดูว่า แล้วทางโรงแรมมีวิธีป้องกันปัญหานี้บ้างรึเปล่า คุณมาร์คแจ้งว่า ทางโรงแรมได้ประสานงานกับโรงแรมตะวันนาที่อยู่ติดกันไว้อยู่แล้ว ถ้าที่จอดรถของ Le Meridien เต็มจริงๆ แขกสามารถไปจอดรถที่โรงแรมตะวันนาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายค่ะ แขกเดินมานิดเดียวก็ถึง Le Meridien ละ  แต่ถ้า worst of worst case คือ  ที่จอดรถโรงแรมตะวันนาก็เต็มด้วย แขกอาจจะต้องไปจอดที่โรงแรมมณเฑียรตรงหัวมุมถนนสุรวงศ์ หรือโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนที่อยู่ตรงข้ามกันแทน แต่ว่าทาง Le Meridien ไม่สามารถปั้มบัตรจอดรถให้ได้ค่ะ

 

HOTEL RECEPTION AREA

lemeridien7

พอเรากดลิฟต์จากที่จอดรถขึ้นมาในชั้นของ Reception นัทรู้สึกเลยว่าโรงแรมนี้มีเอกลักษณ์แตกต่างไปจากโรงแรมอื่นๆตรงที่มัน so modern จ๋ามากๆ เราจะไม่เห็นซุ้มดอกไม้ใหญ่ๆ เก้าอี้แบบหรูหราอะไรแบบนั้น แต่การตกแต่งของเค้าจะเป็นแบบ minimalist น้อยๆหน่อย เก้าอี้ โต๊ะอะไรก็ดูทันสมัย เพดาน super สูงโปร่งโล่งสบายตาไปหมด อาจจะด้วยการออกแบบที่เน้นใช้กระจกมาเป็นส่วนประกอบเยอะด้วยมั้งคะ ตรง reception เลยดูสว่างสบายตาแต่ก็ดู professional อยู่ในทีค่ะ

lemeridien8

lemeridien9

lemeridien10

GRAND ATELIER

หลังจากถ่ายรูปเล่นตรง reception อยู่นาน เราก็กดลิฟต์กระจกใสแจ๋วแหว๋วขึ้นมาชั้น 4 ที่ส่วนจัดงานแต่งงานทีชื่อว่า Grand Atelier กันดีกว่าค่ะ

lemeridien11

พอประตูลิฟต์เปิดปุ๊บ เพื่อนๆจะเจอจุดเด่นแรกของห้องจัดงานแต่งงานที่นี่ นั่นก็คือ walkway ที่เป็นทางเดินนำจากหน้าลิฟต์ไปสู่ส่วนจัดงานแต่งงาน ความเก๋มันอยู่ตรงที่ว่า ทางเดินหน้าลิฟต์ก็ไม่ได้เป็นทางธรรมดาๆน๊า แต่มันเป็นทางเดินกระจกแบบใสๆเหมือนเอาคริสตัลจิ๋วๆระยิบระยับเรียงรายกันไปตลอดทางเลยค่ะ

lemeridien12

lemeridien13

ตอนกลางวันเวลามองไปมันจะออกใสๆอมฟ้าๆเขียวๆ แต่พอกลางคืนเปิดไฟขึ้นมา เจ้าคริสตัลจะสะท้องแสงระยิบระยับวิบวับ ประกอบกับด้านซ้ายมือของ walkway ไม่ได้เป็นผนังทึบ แต่เปิดรับแสงจากข้างนอกมันเลยยิ่งโล่งสบายตาขึ้นไปอีก นัทว่าจุดนี้จะทำให้ first impression ของแขกที่ออกมาจากลิฟต์จะรู้สึก wow อยู่ไม่น้อยเลยล่ะค่ะ  วันที่นัทไปสำรวจสถานที่เค้าจะมีจัดงานตอนเย็น นัทเห็นบ่าวสาวเอาเทียนจิ๋วๆ เอารูป pre-wedding มาติดตามทาง walkway ก็ดูน่ารักไปอีกแบบค่ะ

ที่นัทชอบอีกอย่างคือ ทางโรงแรมใส่ใจความปลอดภัยของแขกด้วย เพราะว่าถึงทางเดินจะเป็นกระจกใสๆ แต่เราก็ไม่ต้องกังวลว่าแขกเราจะลื่นล้มก้นจ้ำพื้น เพราะว่าเค้ามีติดแถบกันลื่นอยู่ไประยะๆด้วยค่ะ 🙂

lemeridien14

 

เมื่อเราเดินตรงเข้ามาจาก walkway ข้างหน้าเพื่อนๆจะเป็นบาร์เครื่องดื่มแบบจริงจัง full option มาก ยาวตลอดแนวห้องเลย คือนึกออกเลยว่าถ้างานไหนแขก enjoy การดื่มไวน์ เบียร์ เหล้าอะไรงี้คงได้ยืนๆนั่งๆประจำจุดตรงนี้ไม่ไปไหนแน่นอนเลยค่ะ  คุณมาร์คเล่าให้นัทฟังว่าส่วนของ Bamboo Chic Bar เนี่ย จะเป็นหนึ่งใน zone ของบริเวณจัดงานแต่งงานเลยค่ะ  มันเลยทำให้งานดูวัยรุ่นมาก ไม่ได้เหมือนอยู่ในโรงแรมสักเท่าไหร่ แต่ให้อารมณ์เพื่อนๆมา hang out กันตามบาร์เก๋ๆเลย เพราะฉะนั้นคนที่อยากได้งานวัยรุ่นๆน่าจะ happy กับ zone นี้กัน

lemeridien15

lemeridien16

lemeridien17

ด้านซ้ายมือของ Bamboo Chic Bar ก็จะเป็นส่วนของ  Backdrop และโต๊ะ Reception ค่ะ  และด้วยความที่เพดานมันช่างสูงโล่งอะไรเบอร์นั้นก็ไม่รู้ เพื่อนๆเลยไม่ต้องกังวลใจว่าเวลาถ่ายรูป backdrop ออกมาแล้วจะติดเพดานรึเปล่าค่ะ

lemeridien18

lemeridien19

ส่วนถ้าเราหันไปทางขวามือก็จะเป็นทางเดินเข้างานค่ะ ซึ่งมันเก๋ตรงที่ประตูเป็นประตูนบานใหญ่อลังการมากๆ พร้อมสอดแทรกชื่อของ Bamboo Chic Bar เข้าไปด้วยการตกแต่งด้วยไม้ไผ่ค่ะ แต่ก็ยังคงความชิคๆ และวัยรุ่นด้วยตู้ไวน์ size ใหญ่บึ้ม

lemeridien20

lemeridien21

ในตัวห้อง Grand Atelier เองคงไม่มีอะไรเด่นไปกว่าเรื่องเพดานที่มันสูงถึง 9 เมตร และแชนเดอเลียคริสตัล style modern อันใหญ่อีก 2 อัน  สาวๆที่ชอบห้องสูงๆโปร่งๆอยากโยนดอกไม้สูงๆๆๆน่าจะถูกใจเลยล่ะค่ะ

lemeridien22

lemeridien23

ส่วนพื้นห้องเป็นไม้สีอุ่นสบายตาที่คุณลุงให้คะแนนเยอะหน่อย เพราะลุงแกไม่ค่อยชอบพรมเป็นการส่วนตัว – -“ แล้วก็มีจุด standing table เป็นส่วนๆแล้วแต่ตกลงกับทางโรงแรมค่ะ  นัทสังเกตุว่ารอบๆห้องมีโซฟาติดกำแพงเป็นแนวเลย น่าจะแก้ปัญหาบ้านที่มีผู้ใหญ่เยอะๆแล้วกลัวว่าจะมีที่นั่งไม่พอได้เลยล่ะค่ะ ส่วนเวทีก็ไม่ได้ยกขึ้นมาสูง ทำให้รู้สึกใกล้ชิดกับแขกมากๆค่ะ  แต่ข้อควรระวังคือ ตรงโถงห้องมี step บันไดเล็กๆอยู่ 3 ขั้นอยู่ 2 ด้านเลยนะคะ ถ้ามีแขกที่อายุเยอะแล้วเดินเหินไม่สะดวก หรือต้องนั่งรถเข็นอาจจะต้องระวังหน่อยน๊า

lemeridien4

lemeridien24

lemeridien25

lemeridien26

 

อีกจุดเด่นนึงของห้อง Grand Atelier น่าจะเป็นครัวแบบเปิดนี่แหล่ะค่ะ  ด้านหลังตรงที่เป็นซุ้มอาหารเนี่ย จะมีพ่อครัวมายืนทำอาหารสดๆในงานเลยค่า ส่วนตัวนัทว่ามันทำให้งานดูมีชีวิตมากขึ้น (ยิ่งถ้าพ่อครัวหล่อๆคงยิ่งมีสีสันขึ้นอีก:P 55) อาหารดูน่ากินมากขึ้นนะ  มันต่างจากซุ้มอาหารตามปกติที่แบบตักข้าวมันไก่ใส่จาน หั่นแฮมใส่จานให้เรา แต่มันออกไปแนว line Buffet เหมือนร้านอาหารในโรงแรมแบบจริงๆจังมากกว่าค่ะ

lemeridien27

แต่ทีนี้พอมันเป็นครัวแบบเปิด คำถามแรกที่เข้ามาให้หัวของนัท และเดาว่าของเพื่อนๆอีกหลายคนก็คือ แล้วกลิ่นล่ะ จะเหม็นคลุ้งไปทั่วงานรึเปล่า นัทเลยรีบเชคกับคุณมาร์คเลย คุณมาร์แจ้งว่าไม่ต้องห่วงเรื่องกลิ่นนะคะ เพราะว่าเค้ามีเครื่องดูดควันขนาดใหญ่ถึง 6 ตัวเลย เพื่อดูแลเรื่องนี้โดยตรงค่ะ

lemeridien28

 

ถ้ากะด้วยตานัท เฉพาะห้อง Grand Atelier นี่ดูน่าจะจุคนได้ไม่เยอะนะคะ น่าจะได้สัก 200 คนได้มั้งคะ  แต่คุณมาร์คบอกว่าถ้าสมมติแขกเยอะกว่านี้ เป็นสัก 300-350 หรือ 400 คน แล้วจัดเป็นแบบ cocktail ยังสามารถจุได้สบายๆเลยล่ะค่ะ เพราะว่าจุดเด่นอีกอย่างของที่นี่คือการเป็นห้องแบบ Duplex Venue

 

ทีนี้นัทเลยยิ่งงงไปกันใหญ่ว่าอะไรคือ Duplex Venue นะ – -“  คุณมาร์คเลยพานัท กับคุณลุงทัวร์ขึ้นไปชั้น 5 ของโรงแรมค่ะ

lemeridien11

ปรากฎว่าชั้น 5 นี่กลายเป็น open area ที่สามารถมองลงมาที่ Grand Atelier บริเวณจัดงานส่วนพิธีการได้เต็มๆเลยค่ะ  ซึ่งถ้าตากล้องมาถ่ายรูปจากมุมนี้ก็จะได้รูปแบบ bird eye view เวอร์ชั่นสมบูรณ์สุดๆเลยล่ะ

lemeridien29

lemeridien30

 

คุณมาร์คอธิบายว่าถ้าสมมติว่าแขกเยอะๆ เราสามารถจัดเป็น zone VIP ให้แขกผู้ใหญ่มานั่งทานอาหารบนชั้นลอยนี้ก็ได้ค่ะ หรือจะจัดให้แก๊งค์วัยรุ่นเฮฮามายืนนั่งเมาท์มอยอยู่บนชั้นนี้ได้ ซึ่งแขกก็จะไม่รู้สึกว่าโดนทิ้งเหงาๆ เพราะมองไปก็เห็นตลอดเลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แถมยังมีพนักงานประจำจุดบนชั้นนี้เพื่อให้บริการตลอดเวลาค่ะ

lemeridien31

lemeridien32

 

Reception Style

ที่นี่เพื่อนๆสามารถเลือกจัดงานได้สองรูปแบบค่ะ คือแบบ Cocktail และแบบโต๊ะจีน แต่ถ้าจัดแบบโต๊ะจีนอาจจะจุได้ไม่เยอะมากนะคะ คือได้ประมาณ 19 โต๊ะโดยกระจายจัดโต๊ะ 2 ชั้นค่ะ

สำหรับเพื่อนๆที่สนใจสั่งซุ้มอาหารเพิ่มเติมก็สามารถเลือกเมนูจากทางโรงแรมได้ แต่ว่าทางโรงแรมจะไม่อนุญาติให้นำอาหารจากข้างนอกเข้ามานะคะ เพราะเค้าค่อนข้าง serious เรื่องการ control สุขอนามัยของทางโรงแรมค่ะ

คุณมาร์คเล่าให้ฟังว่าทางโรงแรมค่อนข้างเชี่ยวชาญอาหารแบบ European น๊า เพราะว่าคุณเชฟใหญ่เป็นชาวเยอรมันค่ะ แต่อาหารไทยก็อร่อยเหมือนกัน สมมติว่าเพื่อนๆตกลงใจจัดงานแต่งงานที่นี่ แต่เลือกเมนูอาหารไม่ได้ว่าจะใช้เมนูไหนในงานดี ทางโรงแรมเค้าจะให้เราไปชิมได้ฟรีที่ห้องอาหารแบบบุฟเฟต์ Latest Recipe  ที่ชั้น 2 ของโรงแรมค่ะ

lemeridien33

Decoration

ทางโรงแรมมี standard decoration ให้ตามมาตรฐานเหมือนโรงแรมทั่วๆไปนะคะ เช่น center piece ดอกไม้ตรงเวทีอะไรอย่างงี้ แต่ถ้าเพื่อนๆอยากตกแต่งเพิ่มเติม ทางโรงแรมเค้าก็มี organizer ทีเป็น partner กับทางโรงแรม co กันอยู่แล้วค่ะ  ซึ่งเราสามารถนัดมาประชุมงานกันที่โรงแรมว่าเราต้องการ theme ประมาณไหน  budget เท่าไหร่  ซึ่งก็รวมไปถึงการออกแบบ Backdrop ด้วยค่ะ  แต่ถ้าเพื่อนๆมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมถึง 550,000THB ทางโรงแรมก็จะมี Decoration Package ไปให้ด้วยเลยทีเดียว ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มค่ะ

ฟังดูแบบนี้แล้วก็สะดวกสบายดี สำหรับบ่าวสาวที่ไม่อยากไปตามล่าหา vendor ข้างนอกเพิ่มเติมเอง แต่ถ้ามองมุมกลับ จุดนี้ก็อาจจะเป็นข้อเสียอยู่ในทีนะคะ เพราะว่าถ้าเพื่อนๆอยากใช้ organizer เจ้าอื่นที่ไม่ใช่ partner ของโรงแรม หรือต้องการเอา backdrop นำ Gallery เข้ามาเอง  ทางโรงแรมจะมีค่านำเข้าอยู่ที่ 30,000THB ค่ะ  เพื่อนๆอาจจะต้องลองเทียบราคาดูดีๆน๊าว่าใช้ของโรงแรมไปเลย หรือว่าใช้ของข้างนอกแล้วจ่ายค่านำเข้าเอา อันไหนจะประหยัด และถูกใจเรามากกว่ากันค่ะ

lemeridien34

 

Technical Support

ในส่วนของอุปกรณ์เทคนิคต่างๆก็ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะว่าทาง Le Meridien ก็มีทีม support ดูแลครบทุกด้านตามมาตรฐานโรงแรมชั้นนำทั่วๆไปค่ะ  ไม่ว่าจะเป็น projector ไมค์ลอย 5 ตัว จุดจัมป์ไฟสำหรับวงดนตรี หรือตัวไฟของห้องก็สามารถปรับหรี่ dim ไฟสี warm ได้ 8 ระดับตาม sequence ของงานเพื่อนๆค่ะ โดยจะมีพี่ๆทีมงานกัปตันห้องคอยดูแลรันคิวให้เราอยู่ค่ะ  แต่ถ้าเพื่อนๆจะนำวงดนตรีเข้ามา ก็จะมีค่านำเข้าวงดนตรีอยู่ที่ 15,000 THB นะคะ

 

ถ้าให้ดูรวมๆแล้ว นัทว่าโรงแรม Le Meridien Bangkok ค่อนข้างตอบโจทย์การจัดงานแต่งงานได้ดีนะคะ แต่เพื่อนๆห้ามเคลิ้มๆ ดูรูปสวยๆ แล้วตัดสินใจตาม feel น๊า!!  เราต้องเป็นว่าที่เจ้าสาวที่รอบคอบตาม style สาวๆของ Wedding Campus นะคะ  เราต้องใช้เหตุใช้ผลในการเลือกสถานที่ เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย มองให้ครบทุกมุม ห้ามใช้อารมณ์ในการเลือกสถานที่เด็ดขาดนะ  เพราะฉะนั้นเราลองมาสรุปจุดเด่น และข้อควรระวังของการจัดงานที่โรงแรม Le Meridien Bangkok กันก่อนดีกว่าค่ะ

 

What are key highlights?

นัทว่าจุดเด่นของที่นี่เด่นๆเลยคือความเก๋ไม่เหมือนใคร และเพดานห้องที่สูงสุดๆเนี่ยแล่ะค่ะ

 

Chic!

คือถ้าเพื่อนๆมองหาสถานที่จัดงานแบบวัยรุ่น เก๋ๆ ตกแต่งแบบ modern ไม่เป็นทางการเกินไป แต่ยังอยู่ในรูปแบบโรงแรม นัทว่า Le Meridien Bangkok เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอีกที่นึงเลยล่ะค่ะ  เพราะไล่ไปตั้งแต่ Reception ของโรงแรมที่ super modern ลิฟต์แก้วแบบทันสมัย เปิดไปสู่ทางเดิน walkway คริสตัลใสๆสวยๆ ที่มี Bar เครื่องดื่มที่ให้ feel เหมือนเราไป hang out กับเพื่อนๆ แล้วไหนจะรูปแบบการแต่งห้องที่ค่อนข้าง minimal แต่ก็เก๋ในตัว แถมมีครัวแบบเปิดที่ทำให้งานดูมีสีสันมากขึ้น ทุกอย่างมันเลยดูเก๋ แตกต่างไปจากงานทั่วๆไปค่ะ  แต่สำหรับเพื่อนๆที่อยากแต่งงานแบบเจ้าหญิงฟรุ้งฟริ้ง นัทว่ามันคงไม่ใช่แนวของที่นี่น๊า

 

9 Meter Ceiling/ Duplex Venue!

อีกจุดเด่นนึงเลยก็คือ เพดานที่สูงลิ่วแบบสะใจคนที่มองหาห้องเพดานสูงเลยล่ะค่ะ แถมยังมีโคมไฟคริสตัลใหญ่ๆอีก 2 อันอีก มันเลยทำให้ห้องที่ดูเก๋ๆเนี่ย ดูหรูขึ้นมาอีกนิดค่ะ  พี่ๆช่างภาพน่าจะถูกใจด้วย เพราะถ่ายรูปสวยๆได้หลายมุม ทั้งจากตัวห้อง Grand Atelier เอง หรือจะขึ้นไป zone ชั้นสองก็สามารถถ่ายลงมาแบบ bird eye view ได้ด้วยค่ะ 🙂

 

What are challenges to be watched out?

ตัวนัทเองมองว่ามี 3 เรื่องใหญ่ๆที่อาจจะต้องระวังอยู่เหมือนกันนะคะ  เพื่อนๆลองพิจารณาดูน๊าว่า 3 เรื่องนี้นัทหยิบขึ้นมาเนี่ย มัน serious สำหรับครอบครัวเพื่อนๆมากน้อยแค่ไหน และสามารถหาทางป้องกันหลีกเลี่ยงได้รึเปล่าค่ะ  แต่ละบ้านไม่เหมือนกันเนอะ บางบ้านอาจจะโอเค แต่บางบ้านอาจจะไม่โอเคสำหรับ 3 point นี้ก็ได้ค่ะ

 

PARKING

เรื่องแรกสำหรับนัทเลยคงเป็นเรื่องที่จอดรถนี่แหล่ะค่ะ เพราะว่ามันจุได้ประมาณ 180 คันเองอ่า  แล้วถ้าแขกเรามีเยอะแบบ 300 คน ยังไงที่จอดก็ไม่พอค่ะ  ถึงทางโรงแรมจะเตรียมที่ทางให้จอดที่โรงแรมข้างๆ แต่บางบ้านอาจจะไม่โอเคที่จะให้แขกผู้ใหญ่เดินริมถนนในชุดราตรีมาร่วมงานอ่ะค่ะ ถึงมันจะใกล้มากๆก็เหอะ  นอกจากงานเพื่อนๆจะเป็นแนววัยรุ่นๆเดินเหินคล่องสะดวกสบายค่ะ   คุณมาร์คบอกว่าลูกค้าบางท่านก็ใช้วิธีเหมารถตู้ให้แขกมาพร้อมๆกันแทน แล้วจอดบริเวณที่จอดรถตู้ของโรงแรมไปเลย ซึ่งยิ่งนกทีเดียวได้นกหลายตัว เพราะนอกจากจะประหยัดที่จอดรถแล้ว ยังป้องกันไม่ให้เพื่อนๆที่ดื่มเฮฮาสนุกสนานจนกึ่มๆต้องขับรถกลับบ้านค่ะ เพราะแถวนี้ด่านตำรวจคอยตรวจเรื่องมาแล้วขับเยอะนะ นัทขอเตือนเลย 55

 

STEPS

อีกเรื่องที่ดูไม่ serious มาก แต่ว่าถ้าเรามีแขกผู้ใหญ่อายุเยอะมากๆมาร่วมงาน หรือมีแขกที่ต้องใช้รถเข็นอะไรแบบนี้ อาจจะต้องมองหาวิธีป้องกันไว้ก่อนเลยค่ะ เพราะบริเวณห้อง Grand Atelier เค้าจะมี step จิ๋วๆอยู่ด้วยค่ะ ถ้าผู้ใหญ่ไม่ระวังอาจจะมีสะดุดล้มกันได้  ส่วนเรื่องรถเข็น นัทเชื่อว่าทางโรงแรมต้องมีวิธีป้องกันอยู่แล้ว เพื่อนๆลองเชคกับทางทีมงานดูนะคะ

 

PARENTS

เรื่องที่นัทมองว่า serious ที่สุดก็คือการคุยกับคุณพ่อคุณแม่นี่แหล่ะค่ะ  เพราะถึงโรงแรม Le Meridien จะเป็นเครือโรงแรมที่น่าเชื่อถือ มีชื่อเสียงสบายใจได้ แต่ด้วย style ห้องที่มันวัยรุ่นมากๆ มีบงมีบาร์ ตกแต่งแบบทันสมัย ไม่ได้มาแนวหรูๆอลังการดาวล้านดาวแบบโรงแรมที่เราคุ้นเคยกัน เพื่อนๆอาจต้องเชคว่าคุณพ่อคุณแม่โอเครึเปล่าน๊า  นัทเอารูปให้คุณแม่นัทดู แม่นัทซึ่งวัยรุ่นมากๆบอกว่าที่นี่เก๋ดีออก chic ดี  แต่ว่าเอาให้พ่อดู พ่อก็ดูงงๆเพราะมันขัดกับแนวงานแบบใหญ่ๆที่พ่อคุ้นเคยค่ะ

คุณมาร์คเล่าให้ฟังว่าว่าที่เจ้าสาวบางคนอยากได้ที่นี่มากๆ แต่ว่าคุณพ่อคุณแม่ say no ท่าเดียว สุดท้ายฝ่ายว่าที่เจ้าสาวเลยน้ำตาซึมอดจัดงานที่นี่เลยค่ะ  เอาเป็นว่าถึงงานแต่งงานจะเป็นวันสำคัญของเรา แต่เราก็ต้องคุยกับคุณพ่อคุณแม่ให้เรียบร้อยด้วยนะคะ เพราะวันสำคัญของเราก็เป็นวันที่สำคัญสุดๆของคุณพ่อคุณแม่เหมือนกันค่ะ

lemeridien35

เป็นไงคะเพื่อนๆ อ่านจนจบแล้วเพื่อนๆน่าจะรู้จักโรงแรม Le Meridien Bangkok มากขึ้นใช่ม๊า  นัทว่าถ้าเพื่อนๆรู้สึกว่าที่จัดงานที่นี่ตอบโจทย์ของเราแล้ว ลองนัดเข้าไป survey สถานที่ด้วยตัวเองอีกรอบนะคะ นัทมีโอกาสได้คุยกับทีมงานบางคนของที่โรงแรมแล้วรู้สึกอุ่นใจมากเลยค่ะ เพราะทุกคนดูเป็นมิตรแล้วก็พร้อมให้ข้อมูลเต็มที่สุดๆเลยค่ะ =)

 

PS: ก่อนจากลากัน คุณมาร์คฝากให้นัทประชาสัมพันธ์ให้เพื่อนๆที่สนใจจัดงานแต่งงานที่โรงแรม Le Meridien Bangkok ว่าช่วงนี้ทางโรงแรมมี promotion Wedding Fair 2016 อยู่นะคะ (15 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2016) แล้วก็จะมีออกบูธที่งาน Wedding Fair 2016 by Neo ช่วงวันที่ 2-5 มิถุนายน 2016 ด้วยค่ะ  ถ้าเพื่อนๆสนใจว่า promotion มีอะไรบ้างลองดู brochure ที่นัทแนบมาให้น๊าคะ 🙂