จะแต่งงานต้องเตรียมสินสอดเท่าไหร่?

posted in: Wedding 101 | 33

ช่วงแต่งงานเป็นช่วงที่มีอะไรให้เราทำ ให้เราคิด ให้เราจัดการเยอะมาก มีทั้งเรื่องที่สนุก มีความสุข มีทั้งเรื่องที่วุ่นวายชวนปวดหัว แต่นัทมั่นใจว่าหนึ่งในเรื่องที่น่าจะทำให้เพื่อนๆเครียด กังวล และกลัวที่สุด คงไม่มีเรื่องไหนชนะเรื่องสินสอดแล้วล่ะค่ะ  วันนี้นัทไม่ได้ชวนเพื่อนๆมาถกเถียงกันว่า จำเป็นต้องมีสินสอดไหม ทำไมถึงต้องมีธรรมเนียมมอบสินสอดด้วย แต่นัทจะชวนเพื่อนๆมาคุยกันด้วยเหตุและผลว่า แล้วถ้าคุณพ่อคุณแม่เราเชื่อธรรมเนียมเรื่องสินสอดล่ะ เราจะประนีประนอม ปรับจูนให้ความเชื่อเรื่องสินสอดเข้ากับสถานการณ์จริงของเราให้ดีที่สุดได้ยังไง

 

จะแต่งงานต้องเตรียมสินสอดเท่าไหร่?
ตัวเลขที่เหมาะสมของสินสอดคือแค่ไหน?
คนอื่นให้สินสอดเท่าไหร่กัน?

 

นัทเดาว่าเพื่อนๆหลายคนอาจจะมีคำถามนี้ในใจใช่มั้ยคะ? แล้วเพื่อนๆหาคำตอบยังไงกันคะ? นัทขอเดาต่อว่า อาจจะมีเพื่อนๆบางคนใช้วิธีถามเพื่อนรอบตัว ถามอากู๋ Google ถามนักสืบ Pantip หรือใช้สูตรการคำนวณหาสินสอดที่มีคนเอามาแชร์ต่อๆกัน แต่เพื่อนๆจะโกรธนัทมั้ยคะถ้านัทจะบอกว่า นัทมองว่าวิธีพวกนี้มันไม่ work

ที่นัทมองว่าการหาคำตอบจาก google หาตัวเลขจาก comment บน pantip หรือใช้สูตรคำนวณมันไม่ work ก็เพราะเรื่องสินสอดไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัว มันมี factor มี condition หลากหลายอย่างที่จะทำให้คำว่า ตัวเลขที่เหมาะสมของแต่ละคู่แตกต่างกันไป ไหนจะเรื่องฐานะของบ้านผู้ชาย คุณพ่อคุณแม่ผู้ชายช่วย support มั้ย ไหนจะเรื่อง Expectation ของบ้านผู้หญิงเป็นยังไงอีก เพราะอย่างนี้นัทถึงมองว่าการที่เราจะเอาตัวเลขมาจากการฟังคนอื่น หรือใช้สูตรคำนวณจากอาชีพ จากอายุผู้หญิงต่างๆนานา อาจจะไม่ใช่ตัวช่วยตอบโจทย์เรื่องสินสอดให้เพื่อนๆได้ค่ะ

Big girl

 

แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าคู่ของเราต้องมีสินสอดเท่าไหร่?

ส่วนตัวนัทมองว่าสินสอดจะเป็นเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับการ manage expectation จัดการให้ความคาดหวังของฝ่ายครอบครัวผู้หญิง และฝ่ายครอบครัวผู้ชายลงล๊อคพอดีกันค่ะ หรือพูดง่ายๆก็คือ หาจุดตัดระหว่าง range ที่ฝ่ายของผู้หญิงต้องการ และจุดที่ครอบครัวฝ่ายชายสามารถ offer ได้นั่นเองค่ะ ซึ่งคนที่จะหาคำตอบมาให้ได้ว่า range ตรงกลางของสองบ้านอยู่ตรงไหนก็ไม่ใช่ใครอื่น คือตัวเพื่อนๆ และคุณแฟนนี่แหล่ะค่ะ

บางคนเคยบอกนัทว่า เรื่องสินสอดควรปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่พูดคุยตกลงกันเองเลยตั้งแต่แรก เด็กไม่ต้องเกี่ยว แต่นัทแอบคิดต่างนิดนึงนะคะ นัทกลับคิดว่าก่อนที่จะให้คุณพ่อคุณแม่มาเจอกันคุยเรื่องนี้ ตัวลูกๆอาจจะต้องลองคุยกับพ่อแม่ตัวเองเพื่อเทสต์เสียงซะหน่อย เราจะได้คาดการณ์ต่อได้ว่า มีแนวโน้มจะเกิดปัญหาอะไรมั้ย ต้องหาวิธีแก้ปัญหาอะไรไว้ก่อนคุณพ่อคุณแม่มาเจอกันมั้ย ป้องกันไว้ก่อนดีกว่าปล่อยให้เกิดการถกเถียง serious จนคุณพ่อคุณแม่สองฝ่ายผิดใจกันค่ะ

ทางสาวๆอาจจะต้องลองคุยกับคุณพ่อคุณแม่เล่นๆว่า ถ้าแฟนมาขอจริงๆคุณพ่อคุณแม่เรียกสินสอดป่าว อะไรยังไงเท่าไหร่ ถ้าคุณพ่อคุณแม่บอกมาเลยว่าอย่างนั้นอย่างนี้นะก็อาจจะง่ายหน่อย แต่ Majority ของคุณพ่อคุณแม่มักจะให้คำตอบว่า ยังไงก็ได้ เอาให้เหมาะสม เอาให้สมฐานะก็พอ ซึ่งเจ้าคำตอบพวกนี้มันกว้างไกลมหาสมุทรมากๆ หน้าที่ของเราก็คือ จัดการ Probe ขุดๆๆให้ได้คำตอบที่ชัดขึ้นค่ะ เช่น ค่อยๆถามคำถามปลายเปิดไปเรื่อยๆ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เผยมุมมอง expectation ของท่านออกมาทีละนิดๆ หรือจะใช้วิธี Test Water โยนหินถามทางไปเรื่อยๆ เช่น ลองบอกตัวเลขไป อาจจะเป็นตัวเลขของญาติ หรือถ้ารู้ว่าแฟนเราให้เท่าไหร่ก็อาจจะลองบอกๆตัวเลขไปกว้างๆ แล้วสังเกต reaction ของท่านดูค่ะ

ส่วนทางหนุ่มๆก็อาจจะต้องลองไป work ดูว่า Maximum ที่ทางตัวเองสามารถนำมาเป็นสินสอดได้อยู่ที่ range ประมาณไหน แล้วเราค่อยเอาคำตอบที่ได้จากฝ่ายหญิง มาเทียบกับ range ที่ฝ่ายชายมีในใจค่ะ

 

ปัญหาจะไม่เกิดเลยถ้าจุดที่ทางคุณแฟนเราเตรียมให้ได้อยู่ใน Range ที่ทางบ้านสาวๆ expect พอดี แต่ถ้าสิ่งที่ฝ่ายชายจัดการให้ได้ไม่ match กับ expectation ของฝั่งสาวๆล่ะคะ?

 

เวลาที่มีเพื่อนๆมาปรึกษาปัญหาเรื่องสินสอด สิ่งหนึ่งที่นัทสังเกตได้เลยก็คือ ทุกคนจะคิดว่าทำไมต้องมีปัญหาเรื่องนี้ด้วย ทำไมพ่อแม่ไม่เข้าใจเรา ทำไมฝ่ายชายไม่เข้าใจบ้านเรา ทำไมแฟนจัดหาให้เราไม่ได้ ทำไมคู่อื่นทำได้คู่เราทำไม่ได้ ด้วยอารมณ์จะทำให้ทุกอย่างมันดู negative ไปหมดเลย ซึ่งนัทเข้าใจเพื่อนๆที่เจอปัญหานี้จริงๆนะคะว่าเรื่องนี้มัน sensitive ใครเจอปัญหานี้ก็เครียดกันหมด แต่ว่าการที่เราคิดถึงแต่เรื่อง negative ใจของเราก็จะไม่โปร่ง ไม่มีสติคิดหาทางออกนะคะ

นัทเลยอยากลองชวนให้เพื่อนๆที่กำลังกลุ้มใจเรื่องนี้ มองว่าปัญหาเรื่องสินสอดเป็นเหมือน Challenge แรกของการเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ ถ้าเราไม่สู้หาทางแก้ปัญหาไปด้วยกัน ก็เหมือนการที่เรายอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ก้าวเดินเลยนะคะ ในทางกลับกัน ถ้าคู่ของเพื่อนๆค่อยๆคุยค่อยๆคิดหาทางออกด้วยกันจนสำเร็จ มันก็เป็นข้อพิสูจน์อย่างนึงว่าเราสองคนพร้อมใช้ชีวิตคู่จริงๆค่ะ

 

แล้วเราจะแก้ไขปัญหาเรื่องสินสอดยังไงดี?

เปิดใจคุยกันตรงๆด้วยเหตุผล

เริ่มจากเอา expectation ของคุณพ่อคุณแม่ 2 ฝ่ายมากางคุยกันดูเลยว่า match หรือไม่ match ยังไง ส่วนมากสาวๆจะกล้าๆกลัวๆเกรงใจกั๊กๆไม่กล้าบอกฝ่ายชายตรงๆ ซึ่งการไม่บอกตรงๆจะยิ่งทำให้เรื่องมันยากไปกันใหญ่นะคะ ลองคุยกันตรงๆแล้วหา solutions ก่อนว่า step ถัดไปควรจะเป็นยังไง เช่น สาวๆลองกลับไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่ตรงๆก่อนได้มั้ยว่าสถานการณ์เป็นแบบนี้ๆนะ ส่วนฝ่ายชายก็อาจจะต้องกลับไปคิดว่าจะมีทางเพิ่มเติมจำนวนสินสอดให้ match กับ expectation ของอีกฝ่ายได้มั้ย

 

จำเป็นต้องเป็นเงินสดเท่านั้นรึเปล่า?

สาวๆอาจจะต้องลองคุยกับคุณพ่อคุณแม่ว่า ถ้าไม่ใช่เงินสดแต่เป็นสินทรัพย์อย่างอื่นได้มั้ย เช่น แหวนเพชร แหวนหมั้น โฉนดที่ดิน เรือนหอ

 

แล้วถ้าทำยังไงก็ไม่สามารถตอบโจทย์ที่ฝ่ายผู้หญิงตั้งไว้ล่ะ?

ความลำบากจะกลับมาตกที่ฝ่ายสาวๆแล้วล่ะค่ะ เพื่อนๆอาจจะต้องลองเปิดอกคุยกับคุณพ่อคุณแม่อีกทีว่าเรื่องราวเป็นแบบนี้แบบนั้นนะ ฝ่ายชายทำเต็มที่ได้แค่นี้จริงๆ ถ้าจะให้ถึงจุดที่พ่อแม่ตั้งไว้ อาจจะต้องกู้เงินมา ซึ่งสุดท้ายก็จะกลายมาเป็นหนี้ครอบครัวที่เราต้องรับผิดชอบไปด้วย นัทเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่น่าจะอยากให้ลูกสาวต้องมีหนี้ตั้งแต่ตอนเริ่มสร้างครอบครัวนะคะ

แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ยังยืนกรานว่ายังไงก็ต้องจัดหาให้ตรง expectation ให้ได้ เพื่อนๆอาจจะต้องลอง Probe สอบถามต่อแล้วล่ะ ว่าเพราะอะไร ตัวเลขเท่านั้นเท่านี้มาจากไหน อะไรคือเกณฑ์กำหนดที่คุณพ่อคุณแม่เราใช้ ถ้าเพื่อนๆ dig หาคำตอบจนสุดแล้ว อาจจะเจอว่าจริงๆแล้ว คุณพ่อคุณแม่เราอาจจะตั้งแบบนี้ไว้เพราะอยากให้มั่นใจว่าคุณแฟนเราจะดูแลลูกสาวของท่านได้จริงๆ อยากรอให้ฐานะมั่นคงกว่านี้จริงๆ นั่นแปลว่าต้นตอของปัญหาทั้งหมดมาจากการที่คุณพ่อคุณแม่มองว่าเรายังไม่พร้อมรึเปล่าคะ?

ซึ่งถ้าเหตุการณ์ออกมาจากรูปแบบนี้ ยังไงคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ยอม ฝ่ายชายก็ทำได้เต็มที่แค่นี้จริงๆ นัทว่าหนึ่งทางออกที่หลายๆคนรู้คำตอบลึกๆแต่ไม่อยากตอบให้ตัวเองก็คือ การเลื่อนงานแต่งงานออกไปอีกซะหน่อย อาจจะครึ่งปี หรือปีนึง เพื่อให้ทางฝ่ายชายได้ทำงานเก็บเงิน หรือหาทางแก้ไขปัญหานี้ ไปพร้อมๆกับสร้างความเชื่อมั่นให้คุณพ่อคุณแม่เรามั่นใจว่า เค้ารัก และพร้อมดูแลลูกสาวท่านจริงๆ บางทีเวลาอาจจะทำให้ expectation ของคุณพ่อคุณแม่ลดลง พร้อมๆกับฐานะของฝ่ายชายที่มั่นคงขึ้นก็ได้นะคะ

2

 

อ่านจบถึงตรงนี้เพื่อนๆอาจจะบ่นว่านัทไม่เห็นบอกเลยว่าตัวเลขสินสอดควรอยู่ที่เท่าไหร่ แถมยังไม่บอกวิธีแก้ปัญหาจริงๆซะหน่อย 🙁 แต่นั่นแหล่ะค่ะคือ point ที่นัทพยายามสื่อให้เพื่อนๆเห็น สินสอดเป็นเรื่องของสองครอบครัว เป็นเรื่องที่ต่างกันไปตามแต่สถานการณ์ของแต่ละคู่จริงๆนะคะ สิ่งที่จะน่าจะช่วยเพื่อนๆได้ที่สุดน่าจะเป็นการอย่าเพิ่งตั้งป้อม negative กับทุกอย่าง ลองเปิดใจกว้างๆค่อยๆแก้ปัญหาไปทีละจุด อย่าพยายามเทียบว่าคู่เราต้องเหมือนเพื่อนๆ แต่หาทางออกที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับคู่ของเรา

 

สำหรับนัท นัทมองว่าสินสอดไม่ใช่แค่ตัวเลขที่กำหนดขึ้นมา แต่สินสอดคือกระบวนการทั้งหมดของการพูดคุย หาความต้องการจริงๆของทั้งสองฝ่าย และหาวิธีที่จะทำให้ทั้งสองบ้านพอใจ It’s all about how to manage expectation and conflicts! และนี่คือด่านแรกที่จะพิสูจน์ว่าคู่ของเราพร้อมสร้างครอบครัวด้วยกันจริงๆ

นัทเข้าใจว่าเรื่องสินสอดเป็นเรื่อง sensitive และยากจะหาเหตุผลมาว่าทำไมต้องมี ทำไมต้องอย่างงั้นอย่างงี้ แต่ถ้าคู่ของเรามีปัญหาเรื่องนี้เกิดขึ้นมาจริงๆ อย่าลืมนะคะว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่เจอปัญหาแบบนี้ ยังมีสาวๆอีกหลายร้อยคนที่มีปัญหาเรื่องนี้เหมือนกันค่ะ  พยายามทำใจนิ่งๆ ค่อยๆคิดด้วยเหตุด้วยผลแล้วหาทางแก้ไปทีละจุดนะคะ นัทเป็นกำลังใจให้ค่ะ 🙂

 

ขอไฟล์เตรียมงานแต่งงาน:
E-mail:*
แต่งงานเดือน*
แต่งงานปี*

 

 

33 Responses

  1. MuGust Atd

  2. Pramoch Auntadee

  3. รักที่สุด คือเธอนี้แหละบ

  4. Korakoch Sermsakul

  5. Waratkul Chunsa-ard รู้ได้ละนะแฟน

  6. Numwhan Sangkrut

  7. นพ ทะเลซิ่ง

  8. Kwang Pattra Kunakorn Kanchawee

  9. Ratthaphon Khanteetaw

  10. เคยเห็นพ่อแม่ฝ่ายหญิงฝ้ายชายทะเลาะกันเรื้องสินสอดจนมองหน้ากันไม่ติดค่ะ ผช.ว่าผู้หญิงเรียกมากไปไม่มี ขายลูกกินรึเปล่า ฝ่ายหญิงว่าฝ่ายชายดูถูก เห็นเป็นลูกนกลูกกาหรือไง ปวดหัวแทนเลย ทางที่ดีต้องคุยกับแฟนดีๆ หาตัวเลขที่เหมาะสม เพราะเราคบกันเราจะรู้ความสามารถของกันและกันอยู่แล้ว ตกลงกันก่อนค่อยให้ผู้ใหญ่คุยกันดีที่าดค่ะ บางบ้านหัวโบรานมากไปก้ไม่ดี #สมัยนี้บางอย่างก้ต้องปรับไปตามยุคบ้าง ^^

    • ของตัวเองยังไม่แต่ง แต่แอบถามยอดแล้ว ^^ ตกกันกันว่าถ้าเรียกไม่มาก รายเดือนก้จะมีให้แม่เหมือนเดิม แต่ถ้าเรียกมากไปก้จะอด 5555 เพราะต้องใช้หนี้งานแต่งตัวเอง เจอกันครึ่งทาง ที่บ้านหัวโบราน ต้องพูดทีเล่นทีจริงไปเรื่อย ที่สำคัญคือต้องคุยกันมากๆ ให้เปิดใจกัน

  11. เป็นปัญหามากตอนนี้ ทั้งๆที่ไม่น่าจะมาเครียดเลย ผู้ใหญ่มองหน้ากันไม่ติด ถ้าจะแต่งกันแล้วต้องเป็นหนี้กู้ยืมต่างๆนาๆชีวิตคู่จะมีความสุขอะไร เครียดค่ะ ยอมรับเลย

  12. ตอนท้ายๆ ที่คุณนัทบอก เรื่องของเวลา บางคู่ เวลานานขึ้น expectation กลับเยอะขึ้นจนมันเอื้อมไม่ถึง ถ้ายืดเวลาแต่งออกไปเพราะให้เราหาหนทางตอบสนองหนทางครั้งแรก แต่ Demand เยอะขึ้นตามแบบก้าวกระโดดเลยครับ….เฮ้อ

  13. ดีนะที่บ้านไม่เรียกสินสอด แล้วแต่ฝ่ายชายจะให้ตามความเหมาะสมจนไม่น่าเกลียด ได้สินสอดมาแม่ก็ยกกลับคืนให้หมด ให้เอาไปตั้งต้นชีวิตคู่ (แม่ประทับใจลูกเขยมากๆ ถึงขนาดยกให้ไม่เรียกสินสอด)
    ☺️☺️☺️

  14. ฮัทมิวสิค สถาบันสอนดนตรีสากล

  15. Charuphath Thongpurk