A Walk to Remember l ตอนที่ 2: ไปเที่ยว Strasbourg กันดีกว่า

ตอนวางแพลนเที่ยวฝรั่งเศสด้วยกัน นัทกับคุณลุงคุยกันว่าเราอยากออกไปเที่ยวไกลๆตัวเมืองปารีสหน่อย อาจจะค้างคืนสักคืนนึงก็ได้  นัทเลยจับเอาแผนที่ประเทศฝรั่งเศสมากาง แล้วเลือกเมืองที่เดินทางจากปารีสได้ไม่ยากเกินไปขึ้นมาเป็นตัวเลือก  เมืองที่เข้ารอบ Finalist ของเราคือ 1) Lyon กับ Annecy ที่อยู่ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ติดกับสวิส 2) Provences คือทางตอนใต้ทั้งหมดของฝรั่งเศส พวก Niece/ Cannes/ Aix-En-Provence ซึ่งโด่งดังเรื่องทุ่งลาเวนเดอร์ และ 3) แคว้น Alsace

 

นัทกับคุณลุงตัดเอา Provences ออกไปก่อนเลย เพราะว่านั่งรถไฟนานไปหน่อย ไปแค่วันสองวันอาจจะไม่คุ้มกับเวลาที่อยู่ในรถไฟเท่าไหร่  ส่วน Lyon นัทกับคุณลุงรู้สึกว่ามันให้ feel คล้ายๆกับปารีสไปนิด สุดท้ายเราเลยตกลงที่จะไปเมือง Strasbourg ที่แคว้น Alsace แทนค่ะ

 

Alsace เป็นแคว้นที่เล็กที่สุดของฝรั่งเศส มีเมือง Strasbourg เป็นเมืองหลวงของแคว้น ฝรั่งเศสแถบนี้จะมีกลิ่นไอความเป็นเยอรมันนิดๆ เพราะว่ามีพรมแดนติดเยอรมัน แถมยังเคยถูกเยอรมันยึดปกครองอยู่ช่วงนึงด้วยค่ะ  สมัยเรียนวิชาท่องเที่ยวฝรั่งเศสตอน ม.ปลาย นัทจำได้เลยว่าสมุดโน้ตของนัทจะมีวาดรูปนกกระสา (La Cigogne) สัญลักษณ์ของแคว้นไว้ใหญ่บึ้ม จริงๆนัทเรียนจบมาสิบปีได้ละมั้ง แต่นัทยังจำเสียงคุณครูพูดได้อยู่เลย ว่า Alsace เป็นที่ตั้งของรัฐสภายุโรป เป็นเมืองหลวงของเทศกาล Christmas ที่ฝรั่งเศส มี ขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อย ไวน์ขาวรสกลมกล่อม มีขนมรูประฆังคว่ำเป็นเอกลักษณ์ของแคว้น เล่าให้คุณลุงฟังแค่นี้ คุณลุงบอกว่างั้นที่นี่แหล่ะ อีกหนึ่ง destination ของทริปเรา 🙂

 

From Paris to Strasbourg

ถ้าเพื่อนเริ่มตั้งต้นที่ Paris วิธีการเดินทางไป Strasbourg นี่ไม่ยากเลยค่ะ เพราะว่ามันมีรถไฟความเร็วสูงที่ชื่อว่า TGV (เต เช เว) วิ่งตรงจาก Paris ไป Strasbourg เลย ใช้เวลาแค่ประมาณสองชั่วโมงนิดๆเองค่ะ

 

ถ้าเพื่อนๆรู้วันแน่นอนแล้วว่าจะเดินทางไป Strasbourg วันไหน นัทแนะนำให้เพื่อนๆจองตั๋ว Online ล่วงหน้าเลยนะคะ เพราะถ้าเราจองเร็วเนี่ย มันจะมีราคา Promotion ด้วย ราคาลดลงมาเยอะมากกกกกกก  ตอนแรกเลยที่นัทเช็คราคา ราคา Promotion มันลงมาอยู่ที่ 50 Euro ต่อเที่ยวจากราคาเต็มร้อยกว่ายูโร แต่นัทมัวแต่ลังเลว่าจะไปรอบไหน กลับรอบไหนดี ผ่านไปสองวันมาเปิดราคาอีกรอบ ปรากฏว่าราคาตั๋วกลับขึ้นไปอยู่ที่ 66Euro แล้ว  เสียดายมาก Y-Y  นัทลองเชคอีกรอบตอนวันใกล้ๆเดินทาง ราคาตั๋วกระโดดไปที่ 90 กว่า Euro เลย  เพราะฉะนั้นช่วง 2-3 เดือนก่อนเดินทางรีบจองตั๋วน๊าคะ ไปตาม link นี้เลยค่ะ เป็นภาษาอังกฤษน๊า ไม่ต้องห่วง 🙂  แต่ถ้าเข้าไปเจอแต่ภาษาฝรั่งเศสแล้วไม่แน่ใจว่าต้องทำยังไง ส่งmessage มาถามนัทได้นะคะ จะพยายามช่วยแปลให้ค่า ^_^  http://en.voyages-sncf.com/en/

Strasbourg1

เวลาที่เพื่อนๆเข้าไปจองตั๋ว มันจะมีให้เลือกว่าจะ 1st Class หรือ 2nd Class นัทจองแบบ 2nd Class ไป แต่เก้าอี้ก็นั่งสบายสะอาดมากเลยนะคะ แล้วมันก็ระบุที่นั่งให้เราเรียบร้อย เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่านั่ง 2nd Class แล้วจะต้องขึ้นไปลุ้นหาที่นั่งนะคะ  แต่ว่าตอนเพื่อนๆจอง มันจะมีให้เลือกว่าเพื่อนๆมี Preference อะไรรึเปล่า เช่น อยากนั่งหันไปทางที่รถไฟวิ่งเท่านั้น ไม่เอาหันหลัง หรืออยากนั่งแบบ Dual Side by Side คือนั่งคู่แบบข้างๆกัน หรือจะเป็นแบบ Facing หันหน้าเข้าหากัน เลือกได้ตั้งแต่ตอนจองเลยนะคะ  จองเสร็จเราก็ Print E Ticket ใส่กระดาษ A4 แบบธรรมดาๆเลย ใช้ขึ้นรถไฟได้สบายมากไม่มีปัญหาค่ะ

Strasbourg2

เอาล่ะ…ตอนนี้ตั๋วพร้อม ใจพร้อม เรามาลุยออกเดินทางกันดีกว่าค่ะ  นัทกับคุณลุงรีบตื่นแต่เช้าตรู่เดินลากกระเป๋าจากโรงแรมข้ามถนนไปที่สถานีรถไฟ Gare de L’Est อ่านว่า แกร์ เดอ เลส หมายถึงสถานีรถไฟตะวันออก  แต่บางทีใน website จะเขียนว่า Paris Est นะคะ มันคือสถานีเดียวกันค่ะ

Strasbourg6

พอไปถึงสถานีแล้ว เราก็หาเจ้าหน้าจอบอกชานชะลารถไฟ มันจะหน้าตาเหมือนรูปข้างล่างเลยค่ะ นัทจำได้ว่ามันไม่ขึ้นโชว์ภาษาอังกฤษน๊า แต่ว่ามันก็เข้าใจได้ง่ายตรงไปตรงมา ไม่ต้องกังวลนะคะ เราแค่หาหมายเลขของรถเรา แล้วดูว่ารถเราจอดที่ Platform zone ไหน รางที่เท่าไหร่  ตัว zone ของ  Platform เค้าจะใช้เป็นสัญลักษณ์สีๆค่ะ เราก็หาป้ายว่าถ้าจะไป Zone สีเหลืองต้องไปด้านไหนแค่นั้นเอง  แล้วสักสิบห้านาทีก่อนเวลารถไฟออก มันจะขึ้นเป็นหมายเลข Voie มาให้  Voie หมายถึงรางรถไฟค่ะ

Strasbourg3

นัทเองชะล่าใจ มัวแต่แวะซื้อ Croissant เอาไปกินบนรถ แล้วคุยกะป้าคนขายนานไปหน่อย  คิดว่าเหลือเวลาตั้ง 5 นาทีชิลๆ รถก็จอดอยู่ชานชะลาข้างหน้านี้เอง ปรากฏว่านัทลืมนึกไปว่าเจ้า TGV มันขบวนยาวมากกกกกกกกกก  แล้วโบกี้ของนัทมันอยู่ท้ายๆขบวนเลย นัทกับคุณลุงเลยต้องวิ่งหน้าตั้งลากกระเป๋ากระโดดขึ้นรถได้แบบฉิวเฉียดมาก เกือบไม่ทันซะละ – -“  เพราะฉะนั้นเพื่อนๆเผื่อเวลาเดินหาโบกี้ไว้เยอะๆหน่อยก็ดีนะคะ ในตั๋วมันจะเขียนหมายเลขตู้ที่เราต้องขึ้น (Voiture/ Coach) ให้อยู่แล้วค่ะ ^_^

 

Bienvenue à Strasbourg!

ความรู้สึกแรกที่นัทมีให้ Strasbourg ก็คือ สถานีรถไฟสวยมากกก Strong Strong Strong (เสียงพี่ลูกเกด ณ The Face :P)  เค้าออกแบบโดมแก้วมาครอบตึกเก่าเอาไว้ มันเลยลได้ feel ทั้งเก่า และใหม่ผสมๆกัน คุณลุงนี่ได้แต่พึมพัมๆว่าสวยจังๆแล้วก็วิ่งไปถ่ายรูปอย่างสนุกสนาน ส่วนนัทก็เดินหา Office de Tourisme (ศูนย์ให้ข้อมูลนักท่องเที่ยว) กะจะเข้าไปขอ city map ไว้เดินเที่ยวเอง  คุณป้าหน้าตาใจดีบอกว่า มีให้เลือกหลายแบบเลย ยูอยากได้แบบไหน มีหลายราคา เอ่อ…ณ จุดนั้น นัทแอบเงิบนิดนึง แค่แผนที่ก็ขายเรอะ ไม่ได้ถูกด้วยนะ นัทก็เลยบอกคุณป้าว่า แห่ะๆ ไม่เป็นไร Merci Beaucoup…Au Revoir (bye bye) แล้วไปขอแผนที่ฟรีจากที่โรงแรมแทนค่ะ ^_^

Strasbourg7

 

Strasbourg36

นัทเลือกพักที่โรงแรม Le Grand Hotel ค่ะ  คืนละ 3,000 นิดๆ ราคารวมอาหารเช้าแล้วด้วยนะคะ ห้องก็ใหญ่ สะอาด ใช้ได้เลยล่ะค่ะ ที่นัทเลือกที่นี่เพราะ Location เลยค่ะ  คือเราเดินออกมายืนหน้าสถานีปุ๊บ มองไปฝั่งตรงข้ามถนน ก็มองเห็นป้ายโรงแรมโดดเด่นเป็นสง่าละค่ะ นัทว่าพักแบบนี้สะดวกกว่าเลือกพักใจกลางเมืองน๊า เราจะได้ไม่ต้องต่อรถ ไม่ต้องเดินลากกระเป๋า เพราะพื้นที่นี่มันเป็นแบบตะปุ่มตะป่ำมาก แอบลากกระเป๋ายากนิดนึงนะคะ

Strasbourg8

 

Strasbourg เป็นเมืองหลวงของแคว้น Alsace ก็จริงนะคะ แต่ว่ามันช่างให้อารมณ์แตกต่างจากปารีสมากๆเลย จากที่นัทเดินหน้าเครียดวิตกจริตกลัวเจอมิจฉาชีพในวันแรกที่ไปถึงปารีส มาวันนี้นัทกับคุณลุงเริงร่ามากสบายใจขึ้นเพราะผู้คนรอบตัวดูเป็นมิตร ถึงจะมีแก๊งค์เด็กวัยรุ่นนั่งจับกลุ่มอาบแดดกันตรงลานหน้าสถานีรถไฟอยู่หลายกลุ่ม แต่เค้าก็ดูเป็นเด็กมหาลัยวัยใสนั่งเมาท์มอยอาบแดดไม่มีพิษไม่มีภัย ตึกรามบ้านช่องอะไร ดอกไม้ต้นไม้อะไรก็ดูสบายตาไปหมด

Strasbourg9

Strasbourg10

นัทกับคุณลุงกางแผนที่ดูว่าสถานที่ที่เราอยากไปอยู่ตรงไหนบ้าง เลยได้เห็นว่าสถานที่ท่องเที่ยวส่วนมากมันกระจุกๆกันอยู่ในบริเวณเขตเมืองเก่าที่เรียกว่า Grande Île (กรอง อิลล์) ที่แปลว่าเกาะใหญ่ค่ะ อาจจะเพราะว่ามีแม่น้ำ L’Ill (อิลล์) ไหลผ่านรอบเกาะด้วย ซึ่งบริเวณ Grande Île ได้ถูกบันทึกเป็นหนึ่งในมรดกโลกของ UNESCO ด้วยน๊า 🙂

Strasbourg11

นัทกับคุณลุงค่อยๆเดินลัดเลาะตามริมแม่น้ำ L’Ill ไปเรื่อยๆ คุณลุงกดถ่ายรูปรัวๆไม่หยุด เพราะวันนั้นอากาศดีมาก ใบไม้เปลี่ยนสีหมดแล้ว แสงแดดกระทบกับผิวน้ำดูระยิบระยับไปหมด มองไปทางไหนก็เห็นคุณตาคุณยายเดินจูงมือกัน บางคู่ก็นั่งจับมือกันดูเรือแล่นในแม่น้ำ บางคู่ก็นั่งจิบกาแฟกันริมน้ำ มันอบอุ่นหัวใจมากจนนัทต้องหันไปบอกคุณลุงว่า อีกหน่อยแก่ไปแล้วเราต้องดูแลกันและกันแบบนี้นะ ต้องยังจับมือนัท นั่งหัวพิงกัน คุยกันจุ๊งจิ๊งๆแบบนี้น๊า  คุณลุงหันมาหัวเราะใส่นัทว่ามาโหมดไหนเนี่ย แต่นัทเดาเอาว่าคุณลุงก็คงคิดเหมือนๆกันกับนัท เพราะนัทเห็นคุณลุงหันไปดูคุณตาคุณยายแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แอบถ่ายรูปมาเก็บไว้หลายรูปเลย 🙂

Strasbourg12

Strasbourg13

Strasbourg14

Strasbourg15

 

Petite France

เราเดินเลาะริมแม่น้ำกันมาไม่นานก็ถึงเขต Petite France แล้วค่ะ   Petite France (เปอติ๊ด ฟรองซ์) เป็นเขตเมืองเก่าที่มีคูคลองเชื่อมต่อกันไปหลายจุด มีสะพานเล็กๆแอบตัวอยู่หลายที่ มีบ้านเรือนสไตล์เก่าๆเรียงตัวกันไปตลอดแนวคลองเลยค่ะ แต่ที่เก๋ก็คือ ลักษณะบ้านของเค้าจะมีเอกลักษณ์ของแคว้น Alsace อยู่ เห็นปุ๊บแล้วรู้เลยว่าชั้นกำลังอยู่ในแคว้น Alsace นะจ้ะ  ลักษณะที่ว่าก็คือบ้านกรอบไม้ค่ะ คือตีกรอบไม้ไว้ก่อน แล้วค่อยเอาปูนโบกไปตรงกลาง อารมณ์เหมือนทำกรอบรูปเลย แล้วชาวบ้านที่นี่ก็เหมือนจะรู้ตัวด้วยน๊าว่าบ้านตัวเองสวย เค้าเลยแข่งกันประดับประดาตรงระเบียงด้วยกระถางดอกไม้จิ๋ว ดูกุ๊กกิ๊กน่ารักมากๆเลยค่ะ

Strasbourg16

Strasbourg35

Strasbourg18

 

เพื่อนๆที่ชอบถ่ายรูปน่าจะหลงรักบริเวณ Petite France สุดๆเลยค่ะ แต่นัทขอเตือนว่าอย่าใส่บูธส้นเข็มอะไรงี้มาเดินเลยน๊า มันจะทรมานเท้าตัวเองมาก เพราะพื้นที่นี่เป็นเหมือนถนนเทปูนลาดด้วยหินอ่ะ มันตะปุ่มตะป่ำขั้นสุด แล้วก็เป็นเนินขึ้นๆลงๆหลายจุด จิกส้นเข็มมานี่น่าจะถ่ายรูปสวยแต่สงสารเท้าหน่อยน๊า

Strasbourg19

 

Notre Dame de Strasbourg

หลังจากที่เราค่อยๆเดินชมวิว นั่งพักดูผู้คน ถ่ายรูปเล่นบริเวณ Petite France จนหนำใจแล้ว นัทกับคุณลุงก็เริ่มกางแผนที่ใหม่อีกรอบ แล้วหาทิศเดินไป Notre Dame de Strasbourg ที่อยู่ใจกลางเมืองกันต่อค่ะ  มันดูเหมือนไม่ได้อยู่ใกล้กับย่าน Petite France ขนาดนั้น แต่ด้วยอากาศเย็นสบาย กับวิวสวยๆที่คุณลุงหยุดถ่ายรูปทุก 50 เมตร นัทเลยเดินถึงใจกลางเมืองแบบไม่รู้ตัว รู้อีกทีเงยหน้าไปก็เห็นยอดหอคอยของ Notre Dame de Strasbourg ตั้งเด่นเป็นสง่าตระการตาสมกับเป็นโบสถ์ที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของยุโรปเลยค่ะ

Strasbourg20

Strasbourg21

นัทว่าโบสถ์นี้มันอลังการดาวล้านดวงยิ่งกว่า Notre Dame de Paris อีกนะคะ  ซุ้มประตูทางเข้ามีรูปแกะสลักงดงาม ภายในโบสถ์ดูขรึมตามสไตล์โกธิค แต่ก็มีกระจกสีเล่าเรื่องราวของพระเยซูที่ทำให้ภายในโบสถ์ดูอ่อนโยนขึ้นอีกหน่อย

Strasbourg22

Strasbourg23

แต่สำหรับนัทแล้ว จุดเด่นจริงๆของโบสถ์นี้น่าจะเป็นหอคอยยอดแหลมสูงนี่แหล่ะค่ะ คือแต่แรกเดิมที เค้าตั้งใจที่จะให้มันมีหอคอยสองข้างสมดุลกัน แต่ปรากฏว่าพอสร้างเสร็จไปแล้วข้างนึง ฐานของตัวโบสถ์เริ่มไม่ค่อยมั่นคง เค้าเลยล้มเลิกแผนที่จะสร้างหอคอยอีกฝั่งไป นัทว่าความไม่สมบูรณ์แบบอย่างนี้แหล่ะค่ะ ที่กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้โบสถ์ Notre Dame de Strasbourg ดูโดดเด่นออกมาจากโบสถ์อื่นๆ 🙂

 

เราสองคนเดินออกมานั่งดูผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาหน้าโบสถ์ แล้วก็นั่งเอนหลังเงยหน้ามองยอดหอคอยโบสถ์อยู่พักนึง อยู่ดีๆคุณลุงก็หันมาทำหน้าตาเจ้าเล่ห์ ชักชวนให้นัทเดินขึ้นหอคอยกัน คุณลุงบอกว่ามาพิสูจน์กันซิว่าใครจะฟิตกว่า ใครจะยอมแพ้กลางทางก่อนกัน  หึหึหึ เรื่องแค่นี้จิ๊บๆ นัทว่านัทฟิตพออยู่ละ เดินขึ้นบันไดแค่ 300 กว่าขั้นเอง ฟังดูไม่น่าจะยาก อิตาคุณลุงนี่แหล่ะ จะต้องยอมแพ้ยกธงขาวกลางทางแน่นอน 😛

 

พอจ่ายเงินค่าขึ้นหอคอยเสร็จ น้องพนักงานก็ชี้ไปทางประตูแคบๆด้านข้าง พอนัทเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นบันไดวนๆ เล็กๆ แคบๆ มืดๆ เงยหน้ามองขึ้นไปไม่เห็นปลายทางเลยว่าจะสุดที่ตรงไหน แต่ลูกผู้หญิงพูดแล้วไม่คืนคำ นัทเลยค่อยๆก้าวเดินขึ้นไปทีละก้าวๆอย่างมั่นคง หันไปดูหน้าคุณลุง คุณลุงก็ทำหน้าตามั่นอกมั่นใจว่าไม่เห็นจะยากอะไรเลย

Strasbourg24

Strasbourg25

แต่พอผ่านไปสัก 5 นาที ใจเริ่มสั่น ช่องบันไดมันจะมืดๆ เงียบๆ มีเสียงลมพัดวิ๊วๆรอดช่องกำแพงเข้ามา บางช่วงจะมีตะแกรงหน้าต่างให้เห็นวิวข้างนอก อูยยย ขึ้นมาเริ่มสูงละ แต่ไม่เป็นไร เราค่อยๆก้าวต่อไปเรื่อยๆจนมาถึงชั้นพักตรงกลางได้อย่างปลอดภัย ได้พักผ่อนหายใจหายคอถ่ายรูปเล่นสนุกสนานกันได้พักนึง ก่อนจะชวนกันเดินขึ้นบันไดในช่วงที่สอง

 

จากช่วงครึ่งแรกที่นัทกับคุณลุงพูดคุย หัวเราะกันบ้างเป็นพักๆ ช่วงครึ่งที่สองนี่ทั้งสองคนเงียบสนิท เพราะบันไดมันเหมือนจะชันขึ้นเรื่อยๆ มองไปเห็นวิวข้างนอกแล้วใจหวิวเพราะตอนนี้เราอยู่สูงสุดๆ เห็นคนตัวเล็กเป็นมด อิเจ้าบันไดก็ชันเหลือเกิน ไม่มีที่พักอีก คุณลุงเริ่มบ่นเหนื่อยๆ นัทเริ่มหายใจไม่ทัน แต่เรามาไกลเกินกว่าจะยอมแพ้ละ ตอนนั้นนัทหมดแรงจริงๆ ขาสั่น ก้าวไม่ไหวแล้ว นัทเลยต้องเอามือเกาะราวบันไดแล้วดึงตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ กระดิ๊บๆขึ้นไปทีละนิด ไม่มงไม่มองวิวข้างนอกละ ตอนนี้ขออย่างเดียว ขอแค่ขึ้นไปถึงยอดข้างบนพอ ไม่ใช่เพราะอยากชมวิว แต่หนูไม่ไหวแล้ววววววว 5555

Strasbourg30

Strasbourg26

แต่พอเราขึ้นมาถึงยอดข้างบนสุดปุ๊บ ความเหนื่อยทุกอย่างมันหายไปหมดเลยค่ะ วิวข้างบนสวยมาก มองเห็น Strasbourg ทั่วทุกทิศ หลังคาบ้านสีแดงๆส้มๆเรียงกันสดใส ตัดกับท้องฟ้าใสแจ๋ว กับก้อนเมฆจิ๋วแสนสวย  คุณตาคุณยายที่เดินตามๆนัทขึ้นมาแข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ที่นัทตกใจที่สุดคือ คุณตาคว้าไม้ Selfie ออกมาถ่ายรูปกันจ้า  ไม้ Selfie มันฮิตลามมาถึงฝรั่งเศสเลยนะเนี่ย 555 ^_^

 

ตอนขาขึ้นที่ว่าโหดแล้ว ขาลงนี่ไม่ได้โหดเบากว่ากันเลยค่ะ เพราะมันไม่มีที่พักตรงกลาง เราต้องค่อยๆเดินวนๆๆลงมาเรื่อยๆจนตาลายไปหมด  กว่าจะ ลงมาถึงข้างล่างก็ท้องร้องพอดีเลยค่ะ  เราสองคนเลยเดินลัดเลาะไปด้านข้างของโบสถ์ Notre Dame ที่มีร้านค้าขายของที่ระลึก ร้านกาแฟ ร้านขนมปัง ร้านอาหารเก๋ๆรายเรียงกันเต็มไปหมด จริงๆแล้วทุกร้านก็ราคาใกล้ๆกันนะคะ เมนูก็คล้ายๆกันไปหมด คุณลุงเลยใช้วิธีสุ่มๆเข้าร้านที่ดูคนเยอะ แต่ก็ไม่เยอะจนแน่นทะลักร้านค่ะ  เข้ามานั่งได้แป็บนึง น้องพนักงานก็เอาเมนูภาษาฝรั่งเศสล้วนๆมาให้อ่าน ไม่มีรูปอะไรทั้งสิ้น ภาระการสั่งอาหารเลยตกมาเป็นของนัทโดนปริยาย

Strasbourg27

ที่แคว้น Alsace เองเค้ามีของกินขึ้นชื่อหลายอย่างเลยนะคะ มื้อนี้นัทเลยเลือกมาสองอย่างคือ Tarte Flambée (ตาร์ท ฟลอมเบ้) หน้าตามันจะเหมือนพิซซ่าแป้งบางกรอบ ทาหน้าด้วย Fromage (เนยแข็ง) หัวหอม แล้วก็แฮมจิ๋วๆ เค้าจะเอาไปเข้าเตาอบคล้ายๆเผาไฟเลยค่ะ เสร็จแล้วมันจะกรุบกรอบหอมพอดีเลย  อีกอย่างที่นัทสั่งคือ Saucissee avec moutarde Dijon  จริงๆมันก็คือไส้กรอก ราดซอสมัสตาร์ดชื่อดังจากเมือง Dijon ทั้งสองอย่างมันอร่อยมากจนนัทไม่แน่ใจว่าเพราะเราสองคนเหนื่อยจากการเดินขึ้นหอคอย หรือเพราะอาหารแคว้นนี้มันอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ เอาเป็นว่านัทกับคุณลุงกินไปยิ้มไปหมดเกลี้ยงไม่เหลือซากอร่อยแน่นพุงเลยค่ะ 🙂

Strasbourg28

กินของคาวเสร็จก็ต้องต่อด้วยของหวานล้างปากตามสูตรของคุณลุง เราเลยเดินไปร้านไอติม Amorino ที่อยู่ข้างหน้าโบสถ์ Notre Dame พอดีเลยค่ะ ร้านนี้ไม่ได้ดังที่ความอร่อยอย่างเดียว แต่ว่าดังตรงที่เค้าตักไอติมให้เราเป็นรูปดอกไม้สวยเชียว แต่วันนี้นัทขอยกตำแหน่งให้ร้านนี้อีกอย่างคือ พนักงานหล่อมาก  หน้าตาน่ารักกรุบกรอบป้าเคลิ้มมาก มันเลยกลายเป็นการสั่งไอติมที่ฟินที่สุดในสามโลก นัทสั่งมา 3 รส บอกน้องว่าทำสวยๆน๊า น้องยิ้ม ขยิบตา wink ให้หนึ่งทีแล้วพูดด้วยเสียงสุดหล่อว่า ‘Ne t’en fais pas. Je vais faire de mon mieux’ แล้วยิ้มละลาย (ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวผมทำเต็มที่) โอยย ณ จุดนั้น คุณป้านัทตายไปเลย จริงๆสติป้าหลุดไปตั้งแต่ตอนน้อง wink ตาใส่ละ 5555

Strasbourg29

หลังจากกินไอติมอิ่มพุง อิ่มตากับน้องพนักงานสุดหล่อแล้ว (ยังไม่เลิกเคลิ้ม :P)  เราสองคนเลยคิดว่าจะเดินเลาะไปดูตรงริมแม่น้ำ L’Ill แล้วตัดสินใจดูอีกทีว่าจะนั่งเรือเที่ยวดีมั้ย หรือจะเดินกลับดี  แต่พอเดินไปถึงท่าเรือแล้ว เห็นพระอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำส่องแสงกระทบน้ำพอดี มีหงส์สองตัวว่ายเล่นน้ำอยู่ มีคนวิ่งออกกำลังกายริมทางเดินแม่น้ำ แม่คุณตาคุณยายเดินจูงมือกันยามเย็น นัทกับคุณลุงหันมามองหน้ากัน ยิ้มให้กันหนึ่งที นัทอ่านใจคุณลุงได้เลยว่าคงอยากจะเดินมากกว่านั่งในเรือล่ะสินะ คิดยังไม่ทันจบคุณลุงก็คว้ามือนัทให้เดินไปทางอุโมงค์ต้นไม้ด้วยกัน เดินไปถ่ายรูปเมืองไป เหนื่อยก็นั่งพักริมน้ำ ลมพัดเย็นๆสบายใจ ถ้าถามนัทว่า moment ไหนใน Trip ที่นัทชอบที่สุด นัทว่าตอนเดินริมแม่น้ำที่เมือง Strasbourg น่าจะติดหนึ่งในห้าช่วงเวลาที่นัทชอบที่สุดเลยล่ะค่ะ 🙂

Strasbourg17

Strasbourg31

Strasbourg32

 

Strasbourg33

 

Strasbourg37

เรากลับมาล้างหน้าล้างตาที่โรงแรมกันได้แป๊บนึง ท้องก็เริ่มร้องอีกแล้ว นัทกับคุณลุงเลยเดินออกมาหาร้านทานอาหารเย็นกัน  วันนี้เราตั้งใจเก็บกินอาหารขึ้นชื่ออีกอย่างของแคว้น Alsace นั่นก็คือ Choucroute ค่ะ จริงๆมันก็คือ ซาวเคราท์ หรือผักดองฝอยๆที่เรากินกับขาหมูเยอรมันนี่แหล่ะค่ะ แต่ว่าของ Alsace เค้าจะพิเศษตรงที่ต้องหมักกับไวน์ขาวเป็นเวลาสองอาทิตย์ รสชาติถึงจะกลมกล่อมพอดิบพอดี แล้วทานคู่กับไส้กรอก แฮม หรือเนื้อชนิดอื่นๆค่ะ  ส่วนคุณลุงสั่งไก่อบซอสมา แล้วพนักงานก็แนะนำว่าให้ทานคู่กับไวน์ขาวขึ้นชื่อของแคว้น อร่อยมากเลย พนักงานบริการดี น่ารัก ใส่ใจ ถือเป็นการปิดหนึ่งวันใน Strasbourg อย่างอิ่มใจเลยล่ะค่ะ 🙂

Strasbourg34

เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ อ่านถึงตรงนี้แล้วรู้จักเมือง Strasbourg กันมากขึ้นแล้วใช่ม๊า นัทว่าเมืองนี้เหมาะสำหรับเพื่อนๆที่ชอบเที่ยวแบบเดินดูบ้านเมือง ดูวิถีชีวิตผู้คน ชอบความไม่วุ่นวาย ใช้ชีวิตแบบ slow life หน่อยๆ เพราะถามว่าจุดเด่นของ Strasbourg คืออะไร นัทว่ามันคือความสวยของบ้านเมือง ไม่ใช่ตัว Attraction ที่โดดเด่นค่ะ ถ้าใครที่ชอบไปเที่ยวแบบเก็บจุด check point เยอะๆ และ shopping หนักๆอาจจะไม่สนุกกับเมืองนี้มากนักน๊า

 

เดี๋ยวตอนหน้านัทจะพาเพื่อนๆไปเที่ยวเมือง Colmar ที่อยู่ไม่ไกลจาก Strasbourg เลยค่ะ เมืองจะน่ารักขนาดไหน ติดตามตอนต่อไปนะคะ 🙂

 

 

 

12 Responses

  1. สนุกมากๆค่าา รอติดตามตอนสาม นะคะ

  2. โอ๊ย อ่านจบแล้วอยากไปเลยจ้า เมืองน่ารักมาก บ้านเรือนก้อสวย

  3. อ่านเพลินมากๆเลยค่ะ เหมือนได้ไปเองด้วย รออ่านตอนต่อไปนะค้าาาา