ปัญหาโลกแตกกับการหาเรือนหอ

นอกเหนือจากการเตรียมงานแต่งงานแล้ว อีกเรื่องนึงที่มักเป็นปัญหาหนักใจคิดไม่ออกบอกไม่ถูกของเพื่อนๆหลายคนก็คือเรื่องเรือนหอค่ะ จะย้ายเข้า จะย้ายออก จะไปอยู่ที่ไหน จะจัดการยังไง ส่วนตัวแล้วนัทมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนักกว่าการเตรียมงานแต่งงานอีกน๊า เพราะมันคือจุดสำคัญจุดหนึ่งของการเริ่มต้นชีวิตครอบครัวเลย วันนี้นัทเลยขอแชร์มุมมองการเลือกเรือนหอของนัทกับคุณลุงให้เพื่อนๆได้ลองอ่านกันดู เผื่อเพื่อนๆคนไหนกำลังกลุ้มใจเรื่องนี้อยู่พอดี อ่านแล้วอาจจะได้ไอเดียกลับไปนั่งคิดต่อกับแฟนค่ะ มาอ่านไปคิดไปด้วยกันนะคะ 🙂

house1

 

แต่งงานแล้วจะอยู่ที่ไหนกันดี?

ถ้าเพื่อนๆไม่ได้มีการคุยเตรียมตัวกับแฟนไว้ก่อนล่วงหน้าว่าแต่งงานแล้วจะไปอยู่ที่ไหน ยังไม่ได้เตรียมเรือนหอให้พร้อมไว้ก่อนอยู่แล้ว ช่วงเตรียมงานแต่งงานคงเป็นช่วงที่ปวดหัวมากเลยล่ะค่ะ เพราะนอกจากเราจะต้องวางแผนจัดงานแต่งงานให้เรียบร้อยแล้ว เรายังต้องคิดเรื่องเรือนหอด้วย ว่าแต่งงานแล้วจะไปอยู่ที่ไหนกันดี Y-Y  งั้นนัทว่าคำถามแรกที่เพื่อนๆต้องถกกับแฟนให้ตกก็คือ

 

จะย้ายเข้า หรือย้ายออก?”

 

ย้ายเข้า

ถ้าเพื่อนๆเลือกที่จะย้ายเข้า ข้อดีก็คือเราไม่ต้องกังวลเรื่องของเงินก้อนใหญ่ที่ต้องใช้ในการเตรียมเรือนหอ และได้อยู่ดูแลคุณพ่อคุณแม่ของฝ่ายที่เราย้ายเข้าได้อย่างเต็มที่ แต่ปัญหาใหญ่ที่เราต้องจัดการให้ได้ก็คือ เราต้อง manage expectation ของทุกฝ่ายให้ได้ เพื่อที่ทุกฝ่ายจะได้พร้อมปรับตัวการใช้ชีวิตในบ้านกับสมาชิกใหม่ของครอบครัวได้ดีขึ้นค่ะ

เพื่อนๆน่าจะเห็นกระทู้ใน pantip ผ่านๆตากันมาบ้างแล้ว มีคนออกมาเล่าปัญหาระหว่างคุณแม่สามี กับลูกสะใภ้ คุณแม่ยายกับลูกเขย เยอะมากกกกกก มีทั้งเรื่อง lifestyle ไม่เหมือนกัน ย้ายเข้าแล้วอึดอัดไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีพื้นที่ส่วนตัว ทำอะไรก็ไม่เข้าตา ปัญหาร้อยแปดพันเก้ามาก เพราะฉะนั้น ในกรณีที่เพื่อนๆจะย้ายเข้าจริงๆ คงต้องจับเข่าคุยกับแฟนเลยว่า lifestyle ของเรากับที่บ้านเค้ามีอะไรที่เราต้องรู้บ้าง เหมือนกันต่างกันจุดไหน จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆในอนาคตได้ยังไง เปิดอกคุยแบบแมนๆกันไปเลยค่ะ เพราะถึงเราจะแต่งงานเป็นนางเอกในชีวิตจริงแล้ว แต่เราคงไม่อยากเป็นนางเอกที่หิ้วกระเป๋าเดินเข้าบ้านทรายทอง แล้วตกระกำลำบาก ทุกข์ขมระทมใจ แอบร้องไห้สวยๆอยู่ในห้องไม่กล้ามีปากมีเสียง นางเอกยุคใหม่ต้องแกร่ง กล้าเปิดใจคุยกับแฟนด้วยเหตุผล และร่วมกันคิดวางแผนป้องกันปัญหาด้วยกันนะคะ ฮี้บๆ Fighting! ^_^

house2


ย้ายออก

ในกรณีที่เพื่อนๆตกลงกันเรียบร้อยทั้งกับแฟนเรา กับคุณพ่อคุณแม่ของทั้งสองฝ่ายว่าเราเลือกที่จะย้ายออก  เพื่อนๆคงต้องนั่งคุยกับแฟนอย่างจริงจังเลยล่ะค่ะ ว่าจะเอายังไงต่อ เพราะการซื้อเรือนหอเป็นการลงทุนครั้งใหญ่มากเลยนะ มันอาจจะเป็นสิ่งของราคาแพงที่สุดชิ้นนึงที่คนคนนึงจะซื้อเลยก็ว่าได้นะคะ เราถึงต้องคิดให้ครบรอบด้านก่อนจะลงเงินก้อนใหญ่ลงไปค่ะ

 

นัทว่าสิ่งที่เราต้องตัดสินใจกันก่อนก็คือ แล้วเราจะย้ายออกไปอยู่ที่ไหนกันดี? อสังหาริมทรัพย์ประเภทหลักๆที่เรามักจะนึกถึงกันก็มีอยู่ 3 ประเภท คือ บ้านเดี่ยว Townhome หรือ คอนโดมิเนียม ซึ่งแต่ละประเภทก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปค่ะ

 

ถ้ามองในมุมของพื้นที่การใช้สอยเป็นหลัก บ้านเดี่ยวคงชนะเลิศ ตามมาด้วย Townhome และมีคอนโดมิเนียมปิดท้าย

แต่ถ้ามองในมุม Location ที่สะดวกอยู่ใจกลางเมือง คอนโดมิเนียมคงได้คะแนนนำ ตามด้วย Townhome และบ้านเดี่ยว

 

ทีนี้คำถามก็คือ แล้วเราควรจะเลือกอสังหาริมทรัพย์แบบไหนมาเป็นเรือนหอของเราดีล่ะคะ?

house3

Long Term Plan vs Short Term Plan?

ตอนที่นัทกับคุณลุงคุยกันเรื่องนี้ เราเลือกถกกันก่อนเลยค่ะว่า เรือนหอที่เรากำลังมองหาอยู่เนี่ย เราจะอยู่แบบ Long Term หรือ Short Term เพราะการตัดสินใจจุดนี้ จะเป็น Jigsaw ตัวสำคัญที่จะเปิดต่อให้การตัดสินใจขั้นถัดๆไปเป็นรูปเป็นร่างได้ง่ายขึ้นค่ะ

 

Long Term Plan

ถ้าเพื่อนๆกะจะมองหาเรือนหอที่อยู่ยาว เป็นที่ที่จะสร้างความทรงจำร่วมกันตั้งแต่เพิ่งเริ่มสร้างครอบครัว มีลูก จนถึงเป็นตายายดูแลกันไปยามแก่เฒ่า นัทว่าสิ่งที่เพื่อนๆน่าจะคุยกันก็คือ เราคิดว่าอนาคตของเราในอีกสิบปี ยี่สิบปี ข้างหน้าจะเป็นยังไง และเรามีแผนการเงินชัดเจนมั้ย ว่าเรามี Budget สำหรับการซื้อเรือนหอเท่าไหร่ มีคุณพ่อคุณแม่ช่วยรึเปล่า หรือว่าเราจะจัดการเรื่องนี้ด้วยแรงของตัวเอง

 

1. What will happen in next 10 or 20 years?

เพื่อนๆลองคุยกับแฟนดูนะคะว่าในอีกสิบปี ยี่สิบ สามสิบปีข้างหน้าครอบครัวของเราจะเป็นยังไง ที่เราต้องคุยกันเรื่องนี้ให้ชัดเจนก็เพราะ Lifestyle ของเราในอนาคตน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญตัวนึงเลยล่ะค่ะ ว่าที่ที่เราจะอยู่ควรเป็นลักษณะไหน

เช่น เพื่อนๆจะมีลูกมั้ย? อยากมีลูกกี่คน? ต้องมีห้องนอนกี่ห้องนอนถึงจะเพียงพอ? แล้วถ้าลูกเข้าโรงเรียน การเดินทางไปโรงเรียนของลูกจะลำบากมากรึเปล่า?  แล้วถ้าไม่มีลูก เพื่อนๆคิดว่าอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้าจะยังทำงานอยู่ที่เดิมรึเปล่า? ถ้ามีธุรกิจของตัวเองอาจจะ Flexible หน่อย แต่ถ้าทำงานประจำล่ะ คิดว่าจะทำงานอยู่ location เดิมๆมั้ย ถ้าเปลี่ยนที่ทำงานออกไปไกลมากจะทำยังไง ควรอยู่ตรง location ไหนถึงจะเป็นจุด balance พอดี

 

2. What is your budget?

ถ้าเพื่อนๆคุยกันครบทุกด้าน และพอจะมองออกแล้วว่าอนาคตในอีกสิบปี ยี่สิบปีข้างหน้าของครอบครัวจะไปในแนวไหน ทีนี้ก็ต้องมาคุยกันต่อแล้วล่ะค่ะว่า เรามี Budget เท่าไหร่ในการหาซื้อเรือนหอครั้งนี้  คุณลุงบอกให้นัทลองเข้า website ธนาคารที่เค้ามีให้ใส่ตัวเลขเข้าไปคำนวณดูว่าถ้าเราจะกู้บ้าน มีเงินเดือนเท่านี้ๆ จะกู้ได้เท่าไหร่ เพื่อนๆจะได้เห็นภาพชัดขึ้นนะคะ (หรือลองเข้าไปเล่นกันดูเองก็ได้น๊า Link ตัวอย่างนะคะ)

 house4

สมมติมีเงินเดือนสองคนรวมกันได้ 20,000 ต่อเดือน Maximum ของราคาเรือนหอที่เราจะซื้อได้คือ 1.5 ล้านบาท กู้ประมาณ 80% อีก 20% คือเงินดาวน์ที่เราต้องจ่ายเอง

  • ผ่อน 30 ปีดอกเบี้ย 7%
  • กู้ได้ 2 MB
  • มีเงินก้อน 300,000 บาทเป็นเงินดาวน์
  • ผ่อนธนาคาร เดือนละ 8,000 บาท

 

สมมติมีเงินเดือนสองคนรวมกันได้ 50,000 ต่อเดือน Maximum ของราคาเรือนหอที่เราจะซื้อได้คือ 4.7 ล้านบาท กู้ประมาณ 80% อีก 20% คือเงินดาวน์ที่เราต้องจ่ายเอง

  • ผ่อน 30 ปีดอกเบี้ย 7%
  • กู้ได้ 3.7 MB
  • มีเงินก้อน 900,000 บาทเป็นเงินดาวน์
  • ผ่อนธนาคาร เดือนละ 25,000 บาท

 

เพื่อนๆจะเห็นว่าเคสที่สองนี่ค่อนข้างจะสุดโต่งมาก ถ้าสมมติจะซื้อบ้านราคานี้จริงๆ คงต้องมาคิดกันต่อแล้วล่ะค่ะ ว่าเรามีรายรับรายจ่ายเท่าไหร่ หลังจากผ่อนธนาคารไปแล้ว เหลือเงินฉุกเฉิน ใช้จ่ายในบ้านบ้างมั้ย (ลองอ่านจากการวางแผนการเงินหลังแต่งงานที่นัทเคยเขียนไว้ก็ได้นะคะ :-))

 

เมื่อเพื่อนๆวิเคราะห์หา Budget สำหรับเรือนหอในจุดที่ครอบครัวเราสามารถรับผิดชอบได้โดยไม่ตึงเกินไป ยังมีเงินเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน เราค่อยเอา range ราคาที่มี มาเทียบเคียงหาตัวเลือกที่เข้ากันกับภาพครอบครัวในอนาคตของเราค่ะ ลอง weight กันดูว่า อะไรสำคัญกับครอบครัวของเรามากกว่ากัน ระหว่างพื้นที่ใช้สอย หรือ Location ที่เดินทางสะดวก

ถ้าเราคิดว่า เราจะมีลูกหลายๆคน และอยากให้ลูกได้มีพื้นที่วิ่งเล่น มีห้องส่วนตัว เพื่อนๆอาจจะต้องหาเรือนหอที่มีพื้นที่ใช้สอยเยอะๆ บ้านเดี่ยว หรือ Townhome อาจจะเป็นคำตอบที่ดีก็ได้ แต่เราก็ต้องวิเคราะห์ต่อว่า แล้วด้วย Budget ที่เรามี  เราจะสามารถหาซื้อบ้าน หรือ Townhome ที่่ตั้งอยู่ใน location ไหนได้บ้าง เพราะยิ่งใกล้เมือง ราคาก็ยิ่งสูงค่ะ ถ้าเรางบไม่เยอะ เรือนหอแบบพื้นที่ใช้สอยเยอะๆที่ยังอยู่ในงบที่เราสามารถซื้อได้ก็อาจจะต้องขยับไปอยู่ไกลหน่อย แต่ถ้าเพื่อนๆคิดว่า location ไกลๆไม่สะดวกในการเดินทางมาทำงาน ไม่อยากให้ลูกตื่นเช้าตีห้าเพื่อเดินทางไปโรงเรียน เพื่อนๆก็อาจจะเลือก location ที่ขยับใกล้กลางเมืองหน่อย แต่พื้นที่ใช้สอยเล็กลง

ถ้าให้สรุปง่ายๆ มันก็คือการเปรียบเทียบ weight ความสำคัญระหว่างพื้นที่ใช้สอย กับความสะดวกในแง่ทำเลที่ตั้งค่ะ ซึ่งภาพอนาคตของครอบครัวที่เราต้องมองให้ขาด และ Budget ที่มีในกระเป๋านี่แหล่ะค่ะ จะเป็นตัวสำคัญที่จะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกเรือนหอที่เหมาะกับครอบครัวเราได้ดีที่สุดค่ะ

 

 

house5

 

Short Term Plan

สำหรับเพื่อนๆคู่ที่คุยกันแล้วคิดว่ายังไม่อยากลงทุนซื้อที่อยู่แบบระยะยาว ยังอยากรอเวลาที่เหมาะสมตอนที่รายได้สูงกว่านี้ และมีภาพของอนาคตที่ชัดเจนขึ้น เพื่อนๆอาจจะมองหาที่อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 5-10 ปีข้างหน้าก่อน ซึ่งก็ใช่ว่าจะสบายตัวปลิวไม่ปวดหัวแบบการหาที่อยู่แบบ Long Term Plan นะคะ นัทกับคุณลุงมองว่ามันมีสองเรื่องที่ให้เราต้องคิดกันค่ะ คือเรื่อง Requirement ของเราในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า กับเรื่องเงินในกระเป๋าค่ะ

 

1. Requirement ในอีก 5-10 ปีของครอบครัวเพื่อนๆคืออะไร?

ถ้าถามว่าทำไมเราต้องรู้ Requirement พวกนี้ด้วยล่ะ  นัทกับคุณลุงมองว่าเจ้าเงื่อนไขพวกนี้นี่แหล่ะค่ะ ที่จะเป็น guideline คร่าวๆให้เราว่าที่อยู่แบบไหนจะเหมาะกับครอบครัวของเราใน 5-10 ปีข้างหน้านี้ เพื่อนๆอาจจะต้องจับเข่าคุยกันกับคุณแฟนว่า เรามี Plan คร่าวๆในอีก 5-10 ปียังไงบ้าง เช่น จะมีลูกมั้ย ถ้ามีลูก จะเริ่มปล่อยตอนช่วงไหน จะมีกี่คน เรื่องลูกจะเป็นตัวบอกเราอย่างหนึ่งว่าควรจะต้องหาที่อยู่ขนาดใหญ่ประมาณไหน ลูกจะโตขนาดไหน อายุเท่าไหร่แล้ว ต้องมีห้องส่วนตัวเลยรึเปล่า  แล้วงานของเราล่ะ จะเป็นยังไง จะยังทำที่เดิมมั้ย ตัวนัทเองคิดว่าการมองภาพอนาคตใน 5-10 ปีข้างหน้าน่าจะง่ายกว่าการมองภาพในอีก 30 ปีของเราค่ะ

 

2. Budget ในกระเป๋า?

เรื่องประเมินงบในครอบครัวตัวเองเป็นเรื่องสำคัญอยู่แล้วเนอะ เราคุยกันหนักหน่วงไปตั้งแต่ช่วงต้นๆแล้ว แต่จุดที่นัทมองว่าการหาที่อยู่ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้าต่างจากหาแบบถาวรไปเลย ก็คือเราอาจจะไม่ต้องใช้งบเยอะขนาดการหาที่อยู่แบบ Long Term ค่ะ  สาเหตุที่นัทคิดอย่างนี้ก็มาจากการคุยเรื่องภาพของอนาคตครอบครัวในช่วง 5-10 ปีข้างหน้านี้แหล่ะค่ะ สมมติเราคุยกันว่าจะยังไม่มีลูกในช่วง 2 ปีนี้นะแล้วค่อยปล่อย  แปลว่าเราอาจจะไม่ต้องรีบมองหาบ้านหลังใหญ่หลายห้องนอน มีพื้นที่ส่วนตัวให้ลูกตั้งแต่ตอนนี้ก็ได้รึเปล่า ด้วยพื้นที่เล็กลง ราคาก็จะถูกกว่าบ้านหลังใหญ่ ทำให้สามารถเลือกทำเลที่ดีขึ้น สะดวกในการเดินทางไปทำงานด้วยงบเท่าเดิม  แต่เราก็ต้องอย่าลืม plan ออมเงินต่อเพื่อเตรียมขยับขยายที่อยู่ในอนาคตด้วยนะคะ

 

จุดนึงที่เพื่อนๆต้องคำนึงถึงเวลาหาที่อยู่ที่จะอยู่แค่ช่วง 5-10 ปีข้างหน้าก็คือ “การซื้อง่ายขายคล่อง” ค่ะ เพราะฉะนั้นเวลาเลือกหาเรือนหอแบบนี้ เลยต้องคิดว่า มีเงื่อนไขไหนบ้างที่จะช่วย support ให้การขายต่อ หรือปล่อยเช่าง่ายขึ้น เช่น Location ต้องดี มีสิ่งอำนวยความสะดวก เดินทางง่าย เพราะอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ดีๆติดรถไฟฟ้าราคาขึ้นสูงตลอดอยู่แล้วค่ะ นัทว่าคอนโดมิเนียม หรือ Townhome ใน Location ดีๆอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการขายต่อ หรือปล่อยเช่า มากกว่าบ้านเดี่ยวที่อยู่ไกลๆก็ได้นะคะ อันนี้เพื่อนๆอาจจะต้องลองคุยกับแฟนดูน๊า

 

house6

การเลือกหาเรือนหอไม่ว่าจะเป็นแบบ Long Tern หรือ Short Term ต่างก็มีทั้งข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป ไม่มีอันไหนดี หรือแย่กว่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าแบบไหนเข้ากับการวางแผนครอบครัวของเราที่สุดมากกว่าค่ะ  เพื่อให้เพื่อนๆตัดสินใจง่ายขึ้นอีก จะได้คุยกับแฟนได้เคลียร์ๆ นัทเลยลองสรุป Challenge ของการหาเรือนหอแบบ Short VS Long Term มาให้เพื่อนๆอ่านกันนะคะ

 

Challenge for Long Term Plan
  • Challenge สำคัญเลยคือ เราจะมองขาดได้มั้ยว่าอนาคตของครอบครัวระยะยาวแบบสิบปีขึ้นไปจะอยู่ในแนวทางไหน คนรู้จักนัทหลายคนเลือกอยู่บ้านหลังสวย ที่อยู่ไกลหน่อย แต่ก็ happy กับการขับรถเข้ามาทำงานในตัวเมือง เพราะเค้าจัดสรร หาเวลาที่ลงตัวได้ดี แต่ก็มีอีกหลายๆเคสที่ซื้อบ้านอยู่ไกลมาก ขับรถฝ่ารถติดเข้ามาทำงานในเมืองทุกวันไม่ไหวจริงๆ สุดท้ายก็ต้องหาซื้อคอนโดที่เล็กหน่อย แต่เดินทางสะดวก ไว้อยู่วันธรรมดา แล้วค่อยกลับบ้านเสาร์ อาทิตย์ สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าต้องเสียเงินสองต่อในการ maintain ดูแลบ้าน และคอนโดพร้อมๆกัน
  • การลงทุนซื้อเรือนหอที่อยู่ระยะยาวน่าจะเป็นเงินก้อนใหญ่มาก ถ้าสมมติต้องกู้แบงค์ กู้คนเดียวจะได้มั้ย หรือว่าต้องกู้ร่วมกันสองคน แล้วภาระการผ่อนจะเป็นยังไง status การเงินของครอบครัวจะมั่นคงรึเปล่า งานที่เราทำมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอพอที่จะผ่อนบ้าน พร้อมๆกันดูแลครอบครัวได้ใช่มั้ย มีเรื่องให้เราต้องคิดหลายอย่างเลยค่ะ

 

Challenge for Short Term Plan
  • ปัญหาจะเกิด ถ้าเกิดสถานที่ที่เราซื้อไว้ไม่สามารถขายต่อ หรือปล่อยเช่าได้ค่ะ เพราะฉะนั้น Challenge น่าจะอยู่ที่การเลือกสถานที่ในตอนต้น เราสามารถมองออกรึเปล่าว่าที่ไหนจะซื้อง่ายขายคล่อง ที่ไหนจะลดอัตราเสี่ยงในการขายต่อแล้วขาดทุนได้บ้างค่ะ
  • เราต้องเหนื่อยหาที่อยู่ใหม่ เหนื่อยทำ Research อีกรอบ เหนื่อยตอนย้ายบ้าน และเสียค่าใช้จ่ายในการย้ายสถานที่ เช่นการขนของ หรือการซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านใหม่ค่ะ

 

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเพื่อนๆเหนื่อยกันยังคะ (นัทเขียนไปคิดไปเหนื่อยไป รู้สึกหมดพลังไปรอบที่ร้อยละเนี่ย 555) แต่นัทว่าเพื่อนๆน่าจะพอเห็นไอเดียแล้วใช่ม๊า ว่าต้องคิดเรื่องไหนบ้าง คุยกับแฟนเรื่องไหนบ้าง เพื่อหาเรือนหอที่เหมาะสม ยิ่งในกรณีที่เราดูแลค่าใช้จ่ายส่วนเรือนหอเองทั้งหมด โดยไม่รบกวนคุณพ่อคุณแม่ของทั้งสองฝ่ายเลย การคุยการคิดให้รอบคอบทุกด้านยิ่งเป็นเรื่องที่สำคัญค่ะ เพื่อนๆคนไหนมีความคิดเห็นที่อยากแบ่งปัน มีประสบการณ์การหาเรือนหอ หรือปัญหาที่เจอ ลอง comment ทิ้งไว้ใน facebook page นะคะ เผื่อเพื่อนๆคนอื่นเจอปัญหาเดียวกันได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ค่ะ หรือถ้าใครกำลังทำ research เรื่องคอนโด เรื่องบ้าน แล้วไม่แน่ใจว่าตัวเลือกที่มีมันโอเคจริงรึเปล่า ลองส่ง message มาคุยกันก็ได้นะคะ นัทเห็นคุณลุงเค้าชอบศึกษาเกี่ยวกะพวกคอนโด บ้าน townhome อยู่ตลอด คุณลุงอาจจะมีไอเดียอะไรแนะนำเพื่อนๆได้บ้างค่ะ

สู้ๆนะคะ นัทกับคุณลุงชูป้ายไฟเชียร์ให้เพื่อนๆทุกคนเลยค่ะ  😉

 

PS: ช่วงนี้อากาศไม่ดี ไข้หวัดใหญ่ระบาด นัทกับคุณลุงก็เปื่อยอยู่ตอนนี้ รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ 🙂

 

10 Responses

  1. Weerayut Yenseranee

  2. Phongwithit Thunyakittikul

  3. ถูกใจเฉยๆนะคุณหลานๆลูกๆไม่ผิดๆๆ

  4. คุณนัทกะคุณลุง หายป่วยไวๆมาเขียนแนะนำอะไรดีๆ แบบนี้อีกนะครับ ติดตามอย่างใกล้ชิด…^ _ ^

  5. ขอบคุณสำหรับคำแนะนำคะ