Wedding Theme: มาสร้าง Theme ให้งานแต่งงานของเรากัน

posted in: Wedding 101 | 41

เพื่อนๆชอบดูหนังกันรึเปล่าคะ? เวลาดูหนัง ไม่รู้ว่ามีใครเป็นเหมือนนัทบ้างรึเปล่า ส่วนมากหนังที่ดูจบแล้ว แต่ยังทำให้นัทประทับใจ จดจำ อินค้าง จะเป็นหนังที่สามารถดึงให้นัทมีความรู้สึกร่วมไปกับเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบได้ ซึ่งการที่หนังเรื่องนึงจะดึงให้นัทรู้สึกร่วมได้ก็มาจากทั้งตัว Trailer ที่เปิดประเด็นให้เราสนใจอยากติดตามเนื้อหา ตัวเนื้อเรื่องคุม mood and tone ได้ตลอดทั้งเรื่อง มีจุด Climax และขมวดปมตอนจบให้เรากลับมาคิดต่อได้ สำหรับนัทแล้ว นี่แหล่ะค่ะที่ทำให้หนังเรื่องนึงแตกต่างโดดเด่นออกมาจากหนังอีกร้อยพันเรื่องที่นัทมีโอกาสได้ดูผ่านตา

นัทเปิด Article วันนี้มาด้วย topic เกี่ยวกับหนัง ก็เพราะนัทว่างานแต่งงานของเราก็คล้ายกับหนังเรื่องนึงค่ะ จากประสบการณ์หมกมุ่นกับการไปงานแต่งงานมาตั้งแต่เด็กจนโต นัทสังเกตว่างานแต่งงานที่ทำตามแบบตายตัว เป็น Typical Type ของงานแต่งงานทั่วๆไป เมื่องานจบ นัทก็จบด้วย ไม่ได้อินต่อไปกับคู่บ่าวสาว แต่งานที่โดดเด่นออกมา จะเป็นงานที่ที่ดึงให้แขกร่วมงานอินไปกับเรื่องราวที่บ่าวสาวเล่าผ่านรายละเอียดต่างๆของงาน ทำให้เราอินไปกับเจ้าสาว และเก็บความประทับใจกลับบ้านไป วันนี้นัทเลยอยากชวนเพื่อนๆมาคุยกันว่า เราจะทำยังไงให้งานแต่งงานของเราแตกต่างจากงานของคนอื่น และสร้างความรู้สึกพิเศษให้กับแขกที่มาร่วมงานค่ะ 🙂

 

Wedding Theme

เนื่องจากลำดับขั้นตอนการจัดงานแต่งงานค่อนข้างจะเป็น Pattern ตายตัว นั่นก็คือ แขกมาถึงงาน อยู่ที่จุดลงทะเบียน เซ็นอวยพร รับของชำร่วย เดินมาถ่ายรูปกับบ่าวสาวหน้า Backdrop เดินเข้ามากินอาหารในบริเวณงาน หรี่ไฟเริ่มพิธีการ เปิด Presentation แนะนำตัวบ่าวสาว ก่อนจะเปิดประตูให้บ่าวสาวเดินเข้างาน มีประธานให้คำอวยพร ตัดเค้ก ลงมาหาคุณพ่อคุณแม่ ขึ้นไปพูดคุยบนเวที เตรียมเรียกเพื่อนๆเจ้าสาวมมมารอรับดอกไม้ บ่าวสาวกล่าวขอบคุณ กล่าวจบช่วงพิธีการ

นี่นัทเขียนบรรยายสี่บรรทัดเมื่อกี้อย่างรวดเร็วมาก เพราะมันเป็นภาพจำที่ไปงานไหนๆก็เป็นแบบนี้ ซึ่งถามว่าผิดมั้ย มันก็ไม่ผิดเลยนะคะ ที่งานเรามี step by step แบบนี้ แต่คำถามก็คือ แล้วเราจะทำยังไงให้งานของเราแตกต่าง โดดเด่น พิเศษออกมาจากงานของคู่อื่นๆ สำหรับนัท คำตอบก็คือ Wedding Theme ค่ะ

 

เวลาพูดถึง Theme งานแต่งงาน นัทอยากให้เพื่อนๆลืมความคิดว่า การมี Theme คือการจ้าง Organizer มาตกแต่งงานให้ยิ่งใหญ่อลังการ หรือการนัดเพื่อนๆให้แต่งตัวเป็นสีเดียวกันทั้งงานไปก่อนนะคะ เพราะนัทมองว่าการที่คนทั้งงานแต่งตัวสีเดียวกัน หรือมี Gallery น่ารักๆวางอยู่หน้างาน อาจจะเป็นส่วนประกอบนึงของ Theme ในงานเพื่อนๆได้ แต่การจะยึดให้มันเป็นตัวหลักที่จะสร้างความแตกต่าง สร้างความพิเศษให้งานของเพื่อนๆอาจจะไม่พอนะคะ เพราะตามธรรมชาติของคนเรา เราจะรู้สึกประทับใจ ผูกพันไปกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ มันไม่ได้มาจากรูปร่างหน้าตา การตกแต่งภายนอก แต่จะมาจากความรู้สึกร่วม ที่เหตุการณ์หนึ่งๆดึงให้เรารู้สึกผูกพันอินตามกันไปค่ะ คล้ายๆกับเรื่องของหนังที่นัทเล่าให้ฟังตอนต้นนั่นแหล่ะค่ะ
เพราะฉะนั้น คำว่า Theme ในมุมมองของนัทก็คือ STORY OF US คือเรื่องราวที่บอกเล่าความเป็นมาของเพื่อนๆได้ดีที่สุด โดยแฝงตัวลงไปในรายละเอียดต่างๆภายในงานแต่งงานค่ะ

 

เลือก Theme ไหนให้งานแต่งงานของเราดี?

คำถามก็คือ แล้วเราจะดึงเรื่องราวไหนมาเป็น Theme ของงานเราดี? เพื่อนๆอาจจะเริ่มจากนั่งคุยกับแฟนเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นมาของคู่เรา มีจุดไหนที่พอจะดึงมาเป้น Story ของงานได้ไหม เราเจอกันที่ไหน เราเจอกันได้ยังไง? หรืออาจจะคุยกันว่ามีอะไรที่คู่ของเราชอบเป็นพิเศษรึเปล่า เอาสิ่งที่เราชอบดึงมาเป็น Theme หลักของงานได้มั้ย? มีเรื่องไหนบ้างที่แสดงความเป็นตัวตนของคู่ของเพื่อนๆได้ดีที่สุด? ถ้าเพื่อนๆยังไม่รู้จะเริ่มยังไง นัทขอยก Theme งานนัทมาเล่าให้เพื่อนๆฟังนะคะ เผื่อเพื่อนๆจะได้ไอเดียจากงานของนัทบ้างค่ะ 🙂

นัทกับคุณลุงเริ่มคบกันมาตั้งแต่สมัยเรียน เราสร้างพื้นที่พิเศษในหัวใจให้เติบโตมาด้วยกันในรั้วมหาวิทยาลัย ถึงเราเรียนจบมาแล้ว แต่ทุกๆวันของเราก็คือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆของกันและกัน นัทกับคุณลุงเลยคุยกันว่า จริงๆแล้ว ชีวิตเราก็เหมือนการเรียนรู้เนอะ เป็น Life Campus ที่มีเรื่องราวมากมายให้เราค้นหา เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และเติบโตไปในทุกๆวัน งานแต่งงานของเราสองคนเลยใช้ Theme มหาวิทยาลัยเป็นหลัก เล่าเรื่องให้แขกๆเข้าใจว่าเราเรียนรู้กันมาตั้งแต่สมัยเรียนจนจบการศึกษาขั้นศึกษาดูใจแล้ว ตอนนี้เราก็พร้อมจะเริ่มบทเรียนใหม่ในการใช้ชีวิตคู่ เป็น Life Campus มหาวิทยาลัยชีวิต ที่เราพร้อมจะก้าวเดินไปข้างหน้า และเรียนรู้ชีวิตบทใหม่ไปพร้อมๆกัน
(PS: Theme Campus มันเลยลากยาวมาถึงชื่อเพจ Wedding Campus ของนัทนี่แหล่ะค่ะ ^_^)

theme1

แล้วจะเอา Story มาสอดแทรกลงมาเป็น Theme งานแต่งยังไงดี?

ส่วนตัวนัทนึกถึงหนังเลยค่ะ หนังเรื่องนึงจะมีองค์ประกอบอะไรบ้างที่ทำให้เราประทับใจได้ นัทก็สร้างเรื่องราว theme งานแต่งงานไปตามสูตรนั้นเลย เพื่อนๆอาจจะลองใช้วิธีเดียวกับนัทก็ได้นะคะ

 

Introduction

นัทว่าอย่างนึงที่ทำให้เราอยากดูหนังก็คือตัวหนังตัวอย่าง (Trailer) นี่แหล่ะค่ะ มันเหมือนเป็นน้ำจิ้มหยอดให้คนสนใจ อยากดู เปิดตัวให้คนอยากติดตามหนังตัวจริง

ถ้าเป็นงานแต่งงาน จุดที่จะเป็น Trailer ให้เราได้ก็มีหลายอย่างนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการ์ดแต่งงาน ภาพ หรือวีดีโอ Save the Date ภาพ Pre-Wedding การสร้าง Event ใน Facebook ทุกอย่างสามารถเป็น Trailer ให้เพื่อนๆเราตื่นตัว ตื่นเต้นไปกับงานแต่งงานเราได้หมดเลยค่ะ

งานนัทเอง นัทใช้การ์ดแต่งงานเป็นใบประกาศนียบัตรเลย เขียนว่าคุณพ่อคุณแม่เราสองคนขอเรียนเชิญแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานฉลองพิธีการจบการศึกษาขั้นดูใจระดับอุดมศึกษา มีลายเซ็นต์ของนัทกับคุณลุงกำกับเสร็จเรียบร้อย แขกได้การ์ดไปก็งงๆว่านี่มันการ์ดอะไรกัน 555 พวก Save The Date ทั้งหลายของนัทก็ใช้รูปนัทกับคุณลุงสมัยเรียน รูปถ่ายชุดนิสิต เพื่อ build ให้คนตื่นเต้นปนงงๆ อยากรู้ว่าเราพยายามจะทำอะไรกัน ใบประกาศนียบัตร ชุดนิสิต เกี่ยวอะไรกับงานแต่งงานเรา แล้วยังจะมาแต่งงานในห้องที่ชื่อ Campus อีก รายละเอียดเล็กๆน้อยๆแบบนี้คือสิ่งที่นัทกับคุณลุงใส่ลงไปก่อนวันงานจริงให้เพื่อนๆตื่นเต้นไปกับเราค่ะ

 

Mood and Tone

หนังส่วนมากจะคุมโทนให้ไปในทิศทางเดียวกันทั้งเรื่องค่ะ ถ้าเพื่อนๆสังเกตดู หนัง Romantic-Comedy จะมีสีของฉาก prop ต่างๆ เครื่องแต่งตัวของนักแสดงคุมโทนไปในสีสันสดใส แต่ถ้าเป็นหนังเศร้าๆอย่างเรื่อง Les Miserables โทนสีของหนังจะคุมให้ตุ่นๆ หม่นหมองตลอดทั้งเรื่อง เพื่อให้คนอินไปกับเรื่องราวของตัวละครในเรื่องค่ะ

ในงานแต่งงาน เพื่อนๆก็อาจจะใช้โทนสี Prop ประกอบในงาน การตกแต่งในงานให้ไปทิศทางเดียวกับ Story ของเพื่อนๆก็ได้นะคะ สมมติว่าเพื่อนๆชอบการเดินทางทั้งคู่ อาจจะบอกว่า Theme ของงานเราเป็น Love is Journey นะ ในงานก็อาจจะใช้รูปที่เพื่อนๆเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ มีกระเป๋าเดินทาง ตั๋วเครื่องบิน มาเป็น Prop ประกอบในงานก็ได้ค่ะ หรือถ้าบอกว่า Theme ของงานเราคือ Love is Ice-Cream กินแล้วสดใสมีความสุข เพื่อนๆอาจจะคุมโทนตกแต่งให้เป็นสีลูกกวาดๆ มีไอติมเป็นตัวชูโรงอะไรแบบนี้ก็ได้ค่ะ 🙂

ของงานนัทนัทใช้ของที่มันให้ความรู้สึก Flashback ไปสมัยเรียน เช่นเขียนตกแต่งบนกระดานดำเล็กๆ เขียน ด้วยชอล์คธรรมดาๆตกแต่งตามจุดต่างๆ เพราะนัทรู้สึกว่า กระดานดำมันสื่อให้เห็นถึงชีวิตสมัยเรียนได้ดี มีรูปย้อนอดีตเรียงตามปีที่คบกัน ตั้งแต่ใส่ชุดนิสิตหน้าจืดๆไม่มีคิ้ว ไล่มาจนถึงปีปัจจุบัน มันไม่ได้สวยงามเป๊ะๆแบบ Studio แต่อยากให้เห็นวิวัฒนาการของเราสองคนจริงๆค่ะ ซึ่งมันสอดคล้องไปกับ Theme ของงานพอดีค่ะ

theme4

 

theme5

 

Climax

หนังที่ดีต้องมีจุดพีคของเรื่องให้เราลุ้นระทึกไปกับตัวละคร ไม่ได้เรื่อยๆมาเนือยๆไม่ได้มีอะไรให้เราตื่นเต้น ลุ้นตาม งานแต่งงานก็น่าจะเหมือนกันนะคะ ถ้าเพื่อนๆคิด theme มาอย่างดี แต่ว่าไม่ได้ยำความรู้สึกให้พีคในวันงานแต่งงาน Theme นั้นก็อาจจะอยู่ลอยๆ ไม่ได้สร้าง impact ให้แขกมีความรู้สึกร่วมอะไรเลยก็ได้น๊า

เช่นเราให้เพื่อนๆแต่งตัวสีเดียวกันมาหมด แล้วงัยต่อ? เพื่อนๆอาจจะเลือกเฉลยในงาน เป็นการคลี่คลายปมว่า ที่เราให้ใส่สีส้มในวันนี้ เพราะสีส้มเป็นสัญลักษณ์ของความรักของคู่เรามากที่สุด เป็นความรักที่สดใสซาบซ่า แต่ก็อบอุ่นอยู่ในที อาจจะยกตัวอย่างเรื่องของเพื่อนๆมาประกอบให้เข้าใจ แค่นี้ แขกในงานก็จะเข้าใจละว่า Story ของเราเป็นอย่างนี้นี่เอง ที่ให้ใส่สีนี้ๆมา เป็นเพราะอย่างงี้เป็นต้น

นัทใช้ตัว Video Presentation เป็นตัวดึง Climax ของงาน เพราะในวีดีโอจะเฉลยว่าคำว่า Campus มีความหมายกับเรายังไง อธิบายเรื่องราวทั้งหมดเต็มๆให้แขกได้เข้าใจค่ะ

 

ขมวดปมตอนจบ

หลังจากผ่านจุด Climax มาแล้ว หนังส่วนมากจะทิ้งข้อคิดให้เราได้เก็บไปคิดต่อค่ะ จะ Happy Ending หรือ Not so Happy Ending ก็ได้ แต่ต้องมี message อะไรสักอย่างฝากให้คนดูเก็บไว้ในใจต่อ ในงานเราอาจจะใช้ตอนพูดขอบคุณแขก ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ ขอบคุณแฟน มาเป็นจุดขมวดปม Theme ตอนจบก็ได้นะคะ

 

ภาพจำหลังเลิกงาน

ถ้าหนังการ์ตูนพวก Pixar มีฉาก End Credit น่ารักๆให้เราดูต่อตอนจบ งานแต่งงานก็อาจจะมีอะไรสักอย่างให้คนเห็นแล้วจำได้ นัทเลยใช้พวกของชำร่วยนี่แหล่ะค่ะเป็นตัวสื่อถึงงานของเรา ให้แขกที่มาร่วมงานจดจำภาพงานของเราได้ แต่นัทไม่ได้แปลว่าเพื่อนๆต้องเลือกของชำร่วยแพงๆเพื่อสร้างภาพจำหลังเลิกงานนะคะ สิ่งสำคัญน่าจะอยู่ที่เราเล่าเรื่องผ่านของชำร่วยนั้นๆได้มากน้อยแค่ไหนมากกว่า อย่างนัทใช้สมุดโน้ตเล่มเล็กๆ เพราะนัทสื่อว่า ใน Life Campus ชีวิตของการเรียนรู้ มีสิ่งเล็กๆน้อยๆ สิ่งใหม่ๆให้เราจดบันทึกในทุกๆวัน

 

นัทขอยกตัวอย่างงานของเพื่อนๆนัทบางคนที่นัทประทับใจมาเป็นตัวอย่างให้เพื่อนๆเห็นไอเดียเพิ่มเติมอีกหน่อยนะคะ

 

มีงานของเพื่อนนัทคนนึงที่นัทชอบมาก เพื่อนนัทมีสามีเป็นนักธุรกิจเกี่ยวกับเรือ เค้าเลยใช้ theme Tie the Knot มาเป็น Theme หลัก เพราะตัว Knot เนี่ย มันเป็นทั้งสัญลักษณ์สำคัญของนักเดินเรือ และเป็นสัญลักษณ์ของการแต่งงานด้วยนะคะ เพื่อนนัทเค้าเลยใช้พวกภาพ Pre-Wedding การตกแต่งงานทั้งหมดที่เกี่ยวเนื่องกับทะเลอยู่กลายๆ แล้วสอดแทรก Quote ต่างๆที่เกี่ยวเนืองกับท้องทะเล ความรัก และ Knot ที่เป็น Symbol ของความรัก ตัวการ์ดแต่งงาน ของชำร่วย สิ่งของที่ตกแต่งในงานต่างก็มี Logo เป็นตัว Knot แทรกตัวอยู่ แล้วมี Video เปิดตัวงานอธิบายที่มาของ Theme ว่า ‘Our Love Knot: The perfect Union of Two people, which has no beginning, no ending but everlasting love’  ซึ่งนัทมองว่ารายละเอียดต่างๆที่เพื่อนนัทใส่ลงไปทั้งก่อนงาน และในวันงาน มันสอดคล้องเป็นเรื่องราวเดียวกันไปหมด เลยสร้างให้แขกในงานอินไปกับเพื่อนนัทด้วย กลายเป็นหนึ่งในงานที่นัทประทับใจมากเลยค่ะ ^_^

theme2

 

theme3

 

อีกงานที่นัทชอบก็เป็นงานของพี่สาวที่นัทรักมากคนนึงค่ะ ในงานเค้ามีช่อดอกไม้เล็กๆวางอยู่ทั่วงานเลย ตอนแรกเราก็คิดว่า มันเป็นการตกแต่งงานตามปกติเนี่ยแหล่ะ แต่พี่เค้ามาเฉลยทีหลังว่าช่อดอกไม้เล็กๆในงานมีจำนวนเท่านี้ๆช่อ ซึ่งเท่ากับจำนวนเดือนที่เค้าคบกันมา ตรงกับจำนวนช่อดอกไม้ที่พี่ผู้ชายส่งให้พี่ผู้หญิงมาตลอดตั้งแต่เดือนแรกจนถึงตอนนี้ ซึ่งแขกในงานสามารถเอาช่อดอกไม้เล็กๆนี้กลับบ้านได้ทุกช่อเลย เป็นสัญลักษณ์ว่าพี่เค้าส่งต่อความรักให้แขกที่มาร่วมงานด้วย ซึ่งนัทว่าอันนี้ก็เป็นภาพจำที่น่ารัก ประทับใจแขกมากๆเลยค่ะ 🙂

 

เป็นไงกันบ้างคะ อ่านถึงตรงนี้แล้วเพื่อนๆเริ่มมีไอเดียสำหรับ Theme งานแต่งงานของตัวเองกันบ้างรึเปล่า นัทมองว่าสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเพื่อนๆทุ่มเงินไปกับการตกแต่งงานมากน้อยแค่ไหน แต่ point หลักคือ เพื่อนๆสามารถถ่ายทอดเรื่องราวที่น่ารักของคู่ของตัวเองผ่านรายละเอียดต่างๆในงานได้รึเปล่า บางทีการตกแต่งแบบ simple แต่แสดงความเป็นตัวของตัวเอง และสื่อความหมายไปถึงแขกได้ดี อาจจะสร้างความรู้สึกประทับใจให้กับผู้มาร่วมงานได้ดีกว่า งานหรูหราที่ไม่มีเรื่องราวอะไรให้เราจดจำก็ได้นะคะ

 

ถ้าเพื่อนๆสนใจเรื่อง Theme งานแต่ง นัทอาจจะเอาไอเดียที่เคยเห็น เคยอ่านจากหลายๆที่มาแชร์ให้เพื่อนๆในเพจนัทอ่านกันอีกนะคะ ถ้าเพื่อนๆมี Theme ในใจแล้ว ลองแชร์ให้เพื่อนๆคนอื่นอ่านกันดูนะคะ เผื่อจะได้ไอเดียอะไรเพิ่มเติมจากเพื่อนๆในเพจก็ได้นะคะ 🙂

 

41 Responses

  1. Pakorn Chusakul what’s gonna be our theme together?

  2. เค้าว่าเธออ่านบทความนี้จบ ต้องคิดเหมือนเค้าแน่เลย “ชีวิตคือการท่องเที่ยว” ^__^ Tetsu Zegitarus

  3. ข้อมูลดีมากเลยค่ะ แต่มาเห็นช้าไป ตอนนี้มึนๆกับงานที่เตรียมอยู่เหมือนกัน ไม่รู้จะแก้ไขทันมั้ย

  4. Ton October RichFYI

  5. Nitchadapa Somsri

  6. โชคดีที่เห็นอันนี้ก่อน กำลังอยู่ในช่วงนี้พอดี แล้วก็รู้สึกวุ่นๆ ขอบคุณคุณนัทค่ะ

  7. Atom Sasithorn บทความนี้ดี ลองเอาไปปรับใช้ดูสิ ของชั้นคงไม่ทันละช้าไปนิ๊สนึง

  8. Isarasak Wongwanakul

  9. ได้เห็นหน้าคุณนัทกับคุณลุงซักทีนะคับ

  10. Siri Panyasan อ่านยัง

  11. Tharaphong Dachugsorn อ่านยังค่ะ

  12. อ่านแร้ว

  13. Weerayut Yenseranee อยากแต่งงานแย้ววว รีบมาขอหน่อยย ☺️☺️

  14. Prakasit Samanachangphueak

  15. Hambalee Jehma เอาตีมไรดีอะ