เคล็ด(ไม่)ลับเฟ้นหาสถานที่แต่งงานในฝัน

posted in: Wedding 101 | 9

อีกหนึ่งปัญหาโลกแตกของว่าที่เจ้าสาวที่กำลังเริ่มเตรียมงานแต่งงานก็คือ จะจัดงานที่ไหนดีนะ  ใครๆก็บอกแต่ว่าต้องรีบจองโรงแรม รีบหาสถานที่ ช้านักมักอด วันนี้นัทกับคุณลุงเลยช่วยกันระดมพลังสมองวางกรอบการเลือกสถานที่จัดงานแต่งงานมาให้เพื่อนๆอ่านค่ะ ถ้านัทหลงลืมจุดไหนไป แชร์ความคิดเห็นกันได้นะคะ จะได้เป็นประโยชน์กับเพื่อนๆในเพจคนอื่นด้วยค่ะ 🙂

 

Long List VS Short List

ถ้าเพื่อนๆเคยได้อ่าน Wedding 101 ที่นัทเขียนไว้ตอนแรกๆ เพื่อนๆคงจำได้ว่า ก่อนจะพุ่งตัวหา Inspiration เลือกรายละเอียดปลีกย่อยยุบยับ เพื่อนๆต้องมีกรอบใหญ่ในหัวก่อน ซึ่งสามอย่างที่สำคัญมากๆก็คือ วันจัดงาน จำนวนแขกที่จะเชิญ และ Budget ที่เรามี ถ้ายังไม่มีสามอย่างนี้ในใจ การจะคัดสรรรายละเอียดอื่นๆจะลำบากค่ะ

 

Long List

เมื่อเพื่อนๆทราบจำนวนแขก และ budget ที่มีแล้ว ปฏิบัติการขั้นต่อไปก็คือการทำ research เฟ้นหาสถานที่ที่สามารถตอบโจทย์ของเพื่อนๆในสองหัวข้อใหญ่นี้ได้ค่ะ โดยอาจจะเริ่มหาจากการ google หา website ที่มีสถานที่ที่รวบรวมสถานที่จัดงานหลายๆแบบ  หรืออาจจะนึกถึงสถานที่ที่เราเคยไปงานเพื่อนๆมาแล้วชอบ  หรืออาจจะเริ่มจากดู Wedding Package ที่นัทแชร์ไว้ก็ได้ค่ะ  เราทำ research แบบนี้จะได้ list สถานที่จำนวนหนึ่งที่พอจะเข้าเค้าไปกับจำนวนแขก และ budget ของเรา กลายเป็น Long List (ตัวเลือกหลายๆตัวเลือก)ให้เราคิดต่อค่ะ

 

Short List

หลังจากเพื่อนๆได้ Long List ออกมาแล้ว อาจจะมีสถานที่ผ่านเข้ารอบสัก 10-20 ที่ เพื่อนๆก็ต้องเริ่มคัดตัวต่อหาผู้เข้ารอบ Final List (ราวกับประกวดนางงาม 55) กลายเป็น Short List (ตัวเลือกที่ผ่านการคัดสรรกลั่นกรองอีกรอบ) ของเราค่ะ  โดยวิธีการเลือก Short List ก็คือ เพื่อนๆอาจจะอีเมลขอ Package จากทางสถานที่ที่อยู่ใน Long List ของเรา หรือโทรไปคุยกับเซลล์เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เชคว่าวันทีเราจะจัดงานเต็มรึยัง ถ้าเต็มแล้วได้ตัดทิ้ง

เมื่อได้รายละเอียดมาแล้ว นัททำเป็น file excel  เปรียบเทียบรายละเอียดต่างๆ ทั้งในแง่ค่าใช้จ่าย  สิ่งที่สถานที่ให้มาใน package เพื่อเฟ้นหาสถานที่ที่จะเข้ารอบเป็น Short List ของเรา จากเกือบ 20 ที่ อาจจะเหลือเข้ารอบสัก 5-10 ที่ก็ได้ค่ะ

สถานที่ใน Short List ของเราคือที่ที่เพื่อนๆน่าจะเข้าไป visit สำรวจสถานที่จริงเพื่อประกอบการตัดสินใจ  นัทแนะนำว่าเพื่อนๆน่าจะโทรไปนัดวันเวลากับเซลล์ให้เรียบร้อยด้วยนะคะ จะได้ไม่ไปเก้อค่ะ 🙂

 

เริ่มตะลุยสำรวจสถานที่จริงกันดีกว่า

เมื่อเพื่อนๆได้สถานที่ short list ออกมาแล้ว โทรนัดกับเซลล์เรียบร้อยพร้อมเข้าไปสำรวจสถานที่จริง นัทอยากชวนให้เพื่อนๆทำการบ้านทุกอย่างให้เรียบร้อย เช่นจาก brochure ที่เค้าให้มา มีจุดไหนที่เพื่อนๆมองว่ายังไม่เคลียร์บ้างมั้ย?  เตรียมทำการบ้านจดคำถามไปเลยค่ะ  วันที่ไปสำรวจจริงๆเราจะได้มี scope ในหัวว่าต้องระวัง ต้องสังเกตจุดไหน ถามรายละเอียดเรื่องไหนเป็นพิเศษ

นัทมองว่าการไปสำรวจสถานที่จริง เราไม่ควรถามในสิ่งที่เราได้รายละเอียดมาจาก Brochure อยู่แล้ว แต่น่าจะเป็นการเข้าไปเห็นด้วยตา จินตนาการว่าถ้าเราเป็นแขกไปร่วมงาน สิ่งที่เราเห็น ความรู้สึกที่ได้เป็นยังไง  มองวิเคราะห์ได้ว่าจุดไหนเป็นจุดที่อาจจะเกิดปัญหาเวลาจัดงาน แล้วถ้ามีปัญหาแล้ว มันมีวิธีแก้ไขไหม

คุณลุงฝากนัทบอกเพื่อนๆว่า เวลาไปสำรวจสถานที่ ให้เราลองเอาใจเราไปสวมใจแขก แล้วเริ่มสังเกตทุกจุดตั้งแต่ไปถึงงานเลยค่ะ  แต่เพื่อให้เพื่อนๆเห็นภาพชัดขึ้น เราสองคนเลยร่างกรอบกว้างๆเป็นขั้นตอนเผื่อเพื่อนๆสนใจเอาไปใช้  มีอะไรก่อนหลังบ้าง ลองมาดูกันเลยดีกว่าค่ะ

venue2

Location

  • คำถามแรกเลยคือ สถานที่นั้นๆตั้งอยู่ในจุดที่สะดวกกับแขกส่วนใหญ่ของเรารึเปล่า สมมติกางแผนที่ออกมา จิ้มสถานที่นั้นเป็นศูนย์กลางแล้วกางวงเวียนรัศมีสิบกิโลเมตร แขก 80% ของเราอยู่ในบริเวณนั้นๆมั้ย  เช่นแขกส่วนมากบ้านอยู่รังสิต แล้วมาจัดงานแถวบางนา ถ้าเพื่อนๆเป็นแขกจะอยากขับรถฝ่ารถติดมาร่วมงานรึเปล่าคะ?
  • แต่ถ้าเพื่อนๆจัดงานที่จังหวัดอื่น เรื่องระยะทางอาจจะต้องตัดทิ้ง แต่มาคำนึงแทนว่าเราจะอำนวยความสะดวกในการเดินทาง หรือที่พักให้แขกได้ยังไงแทนค่ะ
  • อย่าลืมนึกต่อด้วยนะคะว่าสถานที่นั้นๆขับรถไปสะดวกมั้ย เป็นซอยลึกลับมืดติ๊ดตื๋อ หรือว่าถนนเข้าไม่ถึงรึเปล่า  ถ้าเป็นอย่างงั้น เพื่อนๆคงต้องคิดต่อว่าจะทำยังไงถึงจะสะดวกกับแขก เช่น เราอาจต้องมีตัวช่วยเป็นแผนที่ที่ชัดเจน แนะนำเส้นทางการเดินทางที่สะดวกที่สุด ให้ GPS มาเป็นพิกัดพล้อตลง Google Map ไปเลยก็อาจจะง่ายกับแขกมากขึ้นค่ะ
  • จำเป็นต้องจัดสถานที่ที่ติดกับ BTS หรือ MRT มั้ย? จริงๆสถานที่จัดงานแต่งงานไม่เหมือนการเลือกคอนโดนะคะ เราอาจจะไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็น priority ก็ได้ เพราะแขกส่วนมากไม่น่าจะอยากลากชุดราตรีสวยๆขึ้นรถไฟฟ้าเนอะ แต่มันก็มีบางกรณีเหมือนกันที่รถไฟฟ้า รถใต้ดินเป็นตัวช่วยที่ดี  อย่างงานนัทเองมีเพื่อนต่างชาติมาร่วมงานค่อนข้างเยอะ เพื่อนๆส่วนมากพักโรงแรมติดรถไฟฟ้ากัน ไม่มีรถขับ การเลือกโรงแรมที่ติดรถไฟฟ้าก็จะสะดวกสำหรับแขกกลุ่มนี้ค่ะ

venue1

ที่จอดรถ

ถ้าแขกส่วนมากขับรถมาร่วมงาน ที่จอดรถที่สะดวกสบายถือเป็นความประทับใจแรกพบสำหรับแขกเลยค่ะ  ถ้าไม่อยากให้แขกหงุดหงิดตอนเดินเข้างาน วันไปสำรวจสถานที่อย่าลืมสำรวจที่จอดรถด้วยนะคะ

  • นัทจะสอบถามเซลล์ว่ามีที่จอดรถจุได้ทั้งหมดกี่คัน วันที่เราจะจัดงานมีงานอื่นด้วยรึเปล่า ถ้ามีแขกเยอะขนาดนั้น ที่จอดรถจะจุพอมั้ย
  • มีที่จอดรถ VIP ให้ด้วยรึเปล่า มีให้กี่คัน อยู่ตรงไหน เดินเข้างานสะดวกรึเปล่า เพราะส่วนมากเราให้พ่อแม่เราจอดที่ VIP ถ้าคุณพ่อคุณแม่อายุเยอะๆแล้วคงไม่อยากเดินไกลค่ะ
  • ที่จอดรถอยู่ในร่มรึเปล่า ถ้าอยู่กลางแจ้ง เกิดฝนตกขึ้นมา แขกจะเดินไปงานได้มั้ย มีร่ม มีชายคาอะไรให้แขกรึเปล่า พื้นจะเละตุ้มเป๊ะมั้ย
  • ที่จอดรถเดินไปอาคารจัดงานลำบากรึเปล่า มืดไป ไม่ปลอดภัยกับแขกมั้ย หรือว่าอยู่คนละพื้นที่กัน ต้องเดินไกลมั้ย ถ้าใช่ เพื่อนๆลองคิดต่อว่าแล้วมันมีวิธีแก้มั้ย จ้างยามมาดูแลได้รึเปล่า หรือมีรถรับส่งแขกจากที่จอดรถ ไปสถานที่จัดงานได้มั้ย
  • ถ้าที่จอดรถอยู่ใต้ดิน เค้ามีลิฟท์จากที่จอดรถขึ้นมารึเปล่า หรือมีแต่บันได แขกผู้ใหญ่จะเดินไหวมั้ย

 

Reception Area

พ้นจากที่จอดรถเข้ามาบริเวณหน้างาน จุดนี้ถือเป็นส่วนโชว์หน้าโชว์ตาของงานเหมือนกันค่ะ

  • เพื่อนๆลองมองดูว่า ด้วยพื้นที่ที่ให้มา มันสว่างโล่งโปรงสบายรึเปล่า หรือว่ามันดูอึดอัดแน่นไปหมด ลองจินตนาการว่าถ้าวางโต๊ะ reception มุมถ่ายรูป backdrop ครบเซ็ท พร้อมแขกที่อาจจะมาพร้อมๆกัน 30-40 คน มีตากล้อง มีเพื่อนเจ้าสาวอีก ทุกอย่างจะวุ่นวายเละไปหมดรึเปล่า
  • จุดวาง Backdrop เด่นมั้ย มีที่ให้วางเสาไฟสปอตไลท์ของตากล้องรึเปล่า มีที่ให้คนต่อคิวถ่ายรูปกับบ่าวสาว มีพื้นที่ให้ตากล้องมั้ย
  • ทางสถานที่มีอุปกรณ์อะไรให้เราใช้ได้บ้าง หรือทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นโต๊ะเก้าอี้ต้องขนมาเองรึเปล่า แล้วถ้าจะตกแต่งสถานที่เพิ่มจะมีปัญหาอะไรกับสถานที่มั้ย

 venue3

ตัวห้องจัดงาน

เมื่อพ้นจาก Reception Area เข้ามาแล้ว เรามาสังเกตพื้นที่ในห้องจัดงานกันต่อดีกว่าค่ะ

  • เพื่อนๆลองสังเกต Layout ของห้องดูว่าเป็นรูปทรงแบบไหน สี่เหลี่ยมจัตุรัส ห้องทรงยาวๆ ห้องกลมๆ หรือมีเสาบังกลางห้องรึเปล่า นัทว่า Layout แต่ละแบบก็จะมีวิธีจัดการที่ต่างกันไปนะคะ เช่นห้องทรงยาวๆ ถ้าจัดเวทีอยู่ริมห้องฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ก็จะทำให้ดึงดูดความสนใจจากแขกที่อยู่ท้ายห้องไม่ได้ อาจต้องปรึกษาเซลล์ว่าถ้าเป็นอย่างงั้นแล้วจะตั้งเวทีกลางห้องแทนได้มั้ย หรือถ้าห้องมีเสา แล้วเราจะแก้จุดอับยังไงได้บ้าง  ถ้าเซลล์มีประสบการณ์เค้าจะสามารถแนะนำเราได้ค่ะว่า จุดบอดเหล่านี้มีทางแก้อะไรบ้าง 🙂
  • ถ้าอยากจัดห้องแบบโต๊ะจีน เพื่อนๆลองดูนะคะว่าเมื่อวางโต๊ะไปเต็มพื้นที่แล้ว ห้องจะดูเป็นยังไง ยังสวยเหมือนห้องโปร่งๆรึเปล่า
  • ถ้าอยากจัดแบบค๊อกเทล เพื่อนๆก็อาจจะต้องคิดว่าจุดวางซุ้มอาหารสะดวกกับแขกมั้ย เมื่อวางไปแล้วแขกจะเดินไปเดินมาได้รึเปล่า แออัดไปมั้ย
  • แล้วถ้าอยากนำซุ้มออาหารเข้ามาล่ะ จะวางจุดไหนได้บ้าง มีค่าใช้จ่ายในการนำซุ้มเข้ามารึเปล่า นำเข้ามาได้ไม่เกินกี่ซุ้ม
  • ในกรณีที่จัดค๊อกเทล จะมีที่วางโต๊ะ VIP มั้ย มีเก้าอี้วางให้แขกนั่งเยอะหน่อยได้รึเปล่า
  • มีพนักงานบริการมั้ย เดินเสริฟน้ำ หรือเก็บจานรึเปล่า ถ้าเพื่อนๆจัดในโรงแรมก็ตัดคำถามส่วนนี้ไปได้ค่ะ
  • แล้วจุดตั้งเวที จุดวางเค้ก อยู่ตรงไหน เพื่อนๆจินตนาการแล้ว happy รึเปล่า

 

เป็นยังไงกันบ้างคะ เหนื่อยอ่านกันรึยังคะ 🙂   ถ้ามาถึงจุดนี้ได้ นัทว่าเพื่อนๆพร้อตัดสินใจเกิน 70% แล้วล่ะค่ะ  ที่เหลือจะเป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่นัทอยากเสริมละ อ่านต่อกันอีกนิดน๊า จะจบแล้วค่ะ

 

ห้องน้ำ

  • ห้องน้ำอยู่ตรงไหน ไกลจากที่จัดงานรึเปล่า
  • มีห้องน้ำกี่ห้อง เพียงพอกับแขกรึเปล่า
  • ห้องน้ำสะอาดสะอ้านดีมั้ย มีคนดูแลความสะอาดในวันงานรึเปล่า

venue4

แสง/สี/เสียง

  • สถานที่ที่เราไปดูมีฝ่ายเทคนิคดูแลเรื่องนี้ให้รึเปล่าคะ หรือว่าวันงานเราต้องมีคนข้างนอกมาช่วย?
  • แล้วเค้ามีอุปกรณ์อะไรให้บ้าง มีไมค์กี่ตัว ออกลำโพงเรียบร้อยดีมั้ย  ไฟในบริเวณจัดงานเป็นสียังไง ดิมไฟ (หรี่ไฟ)ได้มั้ย
  • มี Projector ให้รึเปล่า จุดนี้สำคัญมากเลยนะคะ เพราะเวลาเล่น Video presentation เราต้องใช้เจ้า Projector นี้นะคะ
  • ถ้ามีวงดนตรีเข้ามา จะอยู่ตรงจุดไหน มีอุปกรณ์อะไร support บ้าง

 

เซลล์โรงแรม/ สถานที่ที่ไปดู

นัทว่าเรื่องที่ห้ามลืมสังเกตเลยก็คือตัวเซลล์นี่แหล่ะค่ะ เพราะถ้าเราเลือกสถานที่นี้จริงๆ เราจะต้องติดต่อประสานงานกับเค้าอีกหลายเดือน

  • เซลล์ professional มั้ย เตรียมตัวพร้อม สามารถแนะนำ และตอบคำถามเราได้ครบถ้วนดีรึเปล่า จริงๆเราเริ่มสังเกตเซลล์ได้ตั้งแต่ตอนอีเมลขอรายละเอียด ตอบอีเมลเร็วมั้ย เวลาคุยโทรศัพท์เป็นยังไง แล้ววันที่นัดกัน มาตรงเวลารึเปล่า รายละเอียดเล็กๆพวกนี้อย่ามองข้ามเลยนะคะ
  • มีกัปตันห้องช่วยประสานงานให้เราในวันงานรึเปล่า ถ้ามีเราจะได้อุ่นใจไปเปลาะนึงว่ามีคนที่รู้จักทุกฝ่ายของโรงแรมดีช่วยจัดการปัญหาให้เราได้ในระดับนึงในวันงานค่ะ
  • ทางสถานที่มีประสบการณ์การจัดงานมาก่อนรึเปล่า เซลล์เตรียม portfolio มาให้เราดูมั้ย ดูผลงานเก่าๆของเค้าก็น่าจะช่วยให้เพื่อนๆตัดสินใจได้ว่าสถานที่นี้เชี่ยวชาญในการจัดงานรึเปล่าค่ะ

 

เมื่อเพื่อนๆไปดูสถานที่จริงๆใน short list ของเราจนครบแล้ว ลองเอารายละเอียดต่างๆมาเปรียบเทียบกันดูนะคะ  แล้วเลือกที่ที่ตอบโจทย์ตัวเองมากที่สุด และจินตนาการได้ว่างานของเราจะเป็นยังไงในสถานที่นั้นๆ มั่นใจว่าจะแก้ปัญหาอุดช่องโหว่ได้ดีที่สุด  แล้วค่อยไปนำเสนอคุณพ่อคุณแม่ของเราค่ะ  อย่าเพิ่งรีบจองจนกว่าจะตกลงกับทุกฝ่ายเรียบร้อยแล้วน๊า ^_^

 

วันนี้ article ยาวยืดไปหน่อย แต่นัทอยากใส่รายละเอียดจุดต่างๆให้เพื่อนๆได้มากที่สุดค่ะ จุดไหนที่ไม่จำเป็นสำหรับเพื่อนๆก็ตัดทิ้งไปได้นะคะ แล้วอาจจะนึกต่อว่ามีอะไรที่นัทอาจจะไม่ได้พูดถึง แต่สำคัญกับเพื่อนๆรึเปล่า  อาจจะเหนื่อยหน่อยตอนทำการบ้านเลือกสถานที่ แต่ถ้าเลือกสถานที่แต่งงานในฝันได้สำเร็จ งานเพื่อนๆก็สำเร็จไปกว่าครึ่งแล้วล่ะค่ะ

สู้ๆนะคะ นัทกับคุณลุงถือป้ายไฟเชียร์ให้ทุกคนหาสถานที่ได้เร็วๆน๊าคะ ฮึ้บๆ fighting!  🙂

 

 

9 Responses

  1. รักกันเมื่อยังหายใจ ดีกว่ามั้ย