จะเริ่มตั้ง Budget สำหรับงานแต่งงานยังไงดี?

posted in: Wedding 101 | 0

คราวก่อนนัทเกริ่นคร่าวๆไปแล้วว่า คำถามโลกแตกสำหรับว่าที่เจ้าสาวก็คือ จะตั้ง Budget สำหรับใช้จ่ายในงานแต่งงานยังไงดี วันนี้นัทเลยนำเอาเทคนิคที่ตัวนัทเองใช้ และคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์มาฝากค่ะ เพื่อนๆลองดูว่าพอจะนำไปประยุกต์ใช้กับงานของเพื่อนๆได้รึเปล่านะคะ ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะคะว่า ไม่มีใครในโลกจะสามารถบอกเพื่อนๆได้ ว่าเงินที่เหมาะสมสำหรับใช้จ่ายในงานแต่งงานคือเท่าไหร่ เพราะมันมีปัจจัยพันแปดล้านเก้าที่ทำให้ budget ของแต่ละคู่แตกต่างกัน ไหนจะเงินเดือนของทั้งคู่ ภาระประจำ (เช่นค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ)  มีคุณพ่อคุณแม่ช่วย support หรือเปล่า บางคนเจ้าบ่าวออกให้หมด บางคู่บ่าวสาวช่วยกัน หลากหลายสไตล์มาก เพราะฉะนั้นไม่ต้องเสียเวลาเปรียบเทียบคู่ของเรา กับคู่ของใครนะคะ  จับคุณแฟนนั่งหันเข้าฝา จับเข่าคุยกันดีกว่าค่ะ แล้วลองดูว่าเทคนิคของนัทพอจะช่วยได้รึเปล่านะคะ

wedding budget

1. ประเมินจำนวนแขก อ่านถึงตรงนี้เพื่อนๆอาจจะเอามือกุมหัวพร้อมคิดในใจว่า มันมาอีกแล้ว นัทจะพูดซ้ำไปซ้ำมาทุกโพสเลยรึงัย 555 เหยย แต่มันสำคัญจริงๆนะคะ เพราะการประเมินจำนวนแขกเนี่ย ช่วยให้เรารู้ว่าค่าใช้จ่ายขั้นต่ำๆนี่จะประมาณเท่าไหร่ เช่น แขก 300 จะจัดที่สถานที่หัวละพัน ก็ต้องมี Budget อย่างน้อยสามแสนละ แต่ยังไม่หมดแค่นี้นะคะ มันมีเรื่องสำคัญกว่านั้นก็คือ ช่วยให้เราพอจะกะจำนวนเงินจากซองของแขกที่มาร่วมงานได้ด้วยน๊า

2. ประเมินจำนวนซอง อันนี้เป็นเรื่องสุดแสนจะ sensitive เพราะคนมักจะมองว่าคู่บ่าวสาวที่คิดแต่เรื่องเงินจากซองช่างเห็นแก่เงิน จัดงานเพื่อเก็งกำไรหรือยังไง นู่นนี่นั่น Y-Y  แต่ในมุมมองนัท นัทไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องเก็งกำไรอะไรยังไง แต่นัทกลับมองว่ามันทำให้เราประเมินสถานการณ์ตัวเองได้ดีขึ้น ไม่จัดงานให้ยิ่งใหญ่เกินตัวจนเกินไป  ซึ่งวิธีที่นัทใช้ก็คือ ลองถามคุณพ่อคุณแม่ดูว่า ปกติเวลาไปงานแต่งงานให้ซองเท่าไหร่ เพื่อจะได้รู้ standard ของคนรอบๆที่เกี่ยวข้องกับเรามาเป็น Benchmark ให้เราประเมินได้  เช่น คุณพ่อคุณแม่บอกว่าปกติให้ 1,000  นัทก็จะตีซะว่า สมมติแขกให้ซองประมาณ 80% ของ Benchmark จากพ่อแม่เรา คูณด้วยจำนวนแขกทั้งหมด (ที่ประเมินจากข้อหนึ่ง) เราจะได้เงินจากซองหลังเลิกงานประมาณเท่าไหร่  เช่น แขก 300* (1000*0.8) = 240,000 บาท

3. ประเมินรายได้ต่อเดือนของทั้งคู่ ไม่ว่าจะมีเจ้าบ่าวสุดเท่ห์ช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมด จะมีพ่อแม่ช่วย หรือจะทั้งเจ้าสาวเจ้าบ่าวช่วยกัน นัทก็มองว่าการประเมินรายได้ของทั้งคู่ค่อนข้างเป็นประโยชน์ เพราะสุดท้ายมันจะมี hidden cost จิปาถะโผล่ขึ้นมายุบยับบานปลายมากมาย ดูว่าทั้งคู่มีกำลัง support เท่าไหร่จะได้ไม่ใช้จ่ายเกินตัวไปเยอะน๊า  ตัวนัทเองใช้สูตร หาเงินเดือน 3 เดือนของทั้งคู่ค่ะ แต่เพื่อนๆอาจจะบวกลบหนึ่งก็ได้นะ หมายถึงจะใช้เงินเดือน 2 เดือน หรือ 4 เดือนก็ได้ค่ะ  เช่น เจ้าบ่าวรายได้ 30,000 เจ้าสาวรายได้ 20,000  ใช้สูตร 3 เดือน ก็คือ (30,000*3) + (20,000*3) = 150,000

เมื่อคิดไล่มาทั้ง 3 ข้อแล้ว จะแปลว่านัทมี Budget ทั้งหมดคือ 240,000 + 150,000 = 390,000 บาท


เมื่อตั้ง Budget ได้แล้วมันยังไม่จบแค่นั้นนะคะ (อนุญาตให้พักกรีดร้องในใจว่า มันยังไม่หมดอีกหรอออ…คำตอบคือ ยังค่ะ ยังมีอีกเยอะ 55) นัทแอบคิดเองเออเองว่า จริงๆแล้วจาก Budget ของเรา เราต้องระลึกในใจว่า มันจะถูกแบ่งเป็นสองส่วนคือ On The Go และ On The Date งงล่ะสิว่าคืออะไร คือนัทก็มโนคิดศัพท์เรียกเก๋ๆให้จำง่าย แต่จริงๆความหมายก็ค่อนข้างตรงตัวนะคะ

1. On The Go

พูดง่ายๆก็คือ เพื่อนๆควรจะมี pocket money สำรองพร้อมจ่ายไว้ล่วงหน้าเลย เพราะกว่าจะถึงวันงาน มันจะมีค่าจิปาถะให้เราจ่ายก่อน หลักๆก็คือพวกค่ามัดจำ เช่น มัดจำโรงแรม มัดจำช่างแต่งหน้า มัดจำช่างกล้อง มัดจำชุดแต่งงาน มัดจำการ์ด  อีกส่วนก็คือพวกค่าการ์ดเชิญ ของชำร่วย เครื่องประดับตกแต่งจุกจิก ซึ่งต้องจ่ายเสร็จสรรพก่อนถึงวันงานค่ะ

นัทเผื่อเงิน Budget On The Go ไว้ประมาณ 30-40% ของ Budget ทั้งหมด  เช่น Total Budget คือ 390,000 บาท แปลว่า นัทควรจะมีเงินพร้อมในกระเป๋าเพื่อใช้จ่ายระหว่างทางประมาณ 390,000*0.3 = 117,000 บาท

2. On The Date

ส่วนนี้จะเป็นเงินก้อนใหญ่ ที่จ่ายในวันงานค่ะ จะมีทั้งค่าโรงแรมที่ต้องจ่ายหลังเลิกงาน  ค่าตากล้อง ค่าช่างแต่งหน้า ค่า Organizer ซึ่งพูดแบบเปิดอกจริงๆชนิดไม่กลัวโดนประนาม นัทจะบอกว่าซองที่แขกช่วยงาน จะมา support ค่าใช้จ่าย On The Date ได้เยอะเลย ขึ้นอยู่กับว่าเพื่อนๆจะแกะซองนับจ่ายวันนั้นเลย หรือว่าจะเตรียมเงินไว้ล่วงหน้าจ่ายวันงานไปก่อน แล้วค่อยเอาเงินช่วยจากซองมาเคลียร์ทีหลัง อันนี้นัทว่าแล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคู่เลยค่ะ


เมื่อเพื่อนๆได้ Budget ตั้งไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว คิดเผื่อเสร็จสรรพทั้ง On The Go & On The Date Budget เพื่อนๆอาจจะใช้วิธี set Priority ว่ามีเรื่องไหนที่ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ จะได้แบ่งสรรปันส่วนให้เรื่องนั้นๆมากหน่อย เช่น ให้ความสำคัญกับสถานที่ และอาหารการกินของแขก เราก็อาจจะแบ่ง 40% ของ Budget ทั้งหมดไปที่เรื่องนี้ แล้วแบ่งที่เหลือไปที่เรื่องอื่นๆ ซึ่งอันนี้มันแล้วแต่คู่มากค่ะ นัทเจอทั้งเพื่อนๆคู่ที่คิดว่าของกินสำคัญสุด ก็เอา Budget ไปโปะตรงนั้นเยอะๆ แล้วก็มีคู่ที่เน้นความสวยงามของตัวเอง ก็เอา Budget ไปโปะที่หน้าผมตากล้อง ลดเงินส่วนอื่นไป อันนี้ไม่มีแบบไหนถูก แบบไหนผิด แค่อยู่ที่คู่ของเพื่อนๆเองแล้วล่ะค่ะ ว่ามองว่ายังไง ^_^


โพสวันนี้ค่อนข้างยาว และวิชาการมากหน่อยนะคะ  ส่วนตัวแล้วนัทมองว่าเรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญ และไม่ค่อยมี Article ไหนเขียนเรื่องนี้ละเอียดๆเท่าไหร่ นัทเลยอยากเอาประสบการณ์ตัวเอง และมุมมองของนัทกับคุณแฟน มาแชร์ให้เพื่อนๆอ่าน เผื่อจะนำไปประยุกต์ใช้ได้ค่ะ 🙂

Enjoy planning your Wedding Day! 🙂

– Wedding Campus –

 

ps: นัทมี File Excel ที่ใช้ตอนทำ Budget ของตัวเองไว้ มีคุณแฟนเขียนสูตร ผูกโยงนู่นนี่เรียบร้อย แค่กรอก total budget และใส่ Priority ลงไปในไฟล์ มันจะคำนวณปรื้ดปร๊าดออกมาเสร็จว่า จะมีเงินสำหรับแต่ละส่วนเท่าไหร่ พร้อม Pie Chart ออกมาสวยงาม (คือมีแฟนเป็น consultant อะไรๆก็สามารถทำให้เป็นหลักการตัวเลขได้หมดจริงๆ – -” 555)  ไม่แน่ใจว่าเพื่อนๆอยากได้ไว้ใช้งานรึเปล่านะคะ  ถ้าใครอยากได้ Drop Email ไว้ ใน Comment บน Facebook Wedding Campus Page หรือจะส่ง Personal Message เข้ามาใน Wedding Campus Page หรือจะกรอก form ข้างล่างก็ได้นะคะ เดี๋ยวนัทส่งไฟล์ให้ค่ะ 🙂

budget7

 

ขอไฟล์เตรียมงานแต่งงาน:
E-mail:*
แต่งงานเดือน*
แต่งงานปี*